ท่ามกลางการปิดตัวของสื่อสิ่งพิมพ์ ทั้งแมกกาซีนหนังสือพิมพ์ ธุรกิจหนังสือหรือกระดาษได้รับผลกระทบเพราะคนหันไปเสพออนไลน์มากขึ้น สำนักพิมพ์ต่างๆเริ่มขายหนังสือยากขึ้น กระทบแม้กระทั่งสำนักพิมพ์การ์ตูน ที่เป็นสื่อบันเทิงอยู่คู่กันมาตั้งแต่เด็กๆ  อย่างเช่น  NED ของเนชั่น หรือนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ที่ทยอยปิดตัวลง หลายคนวิเคราะห์ว่าคนไทยอ่านหนังสือน้อยลง เสพกระดาษน้อยลง แต่ความจริงแล้ว พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป สังเกตได้จาก งานสัปดาห์หนังสือในช่วง 1-2 ปีนี้ หลายๆบูทที่ขายหนังสือเดิมๆเงียบเหงาลง ในขณะที่บูทนิยายวาย หรือนิยาย Boy’s Love กลับคึกคักคิวยาวล้นทะลักไปหน้าบูทอื่นๆ และคนนิยมงานสายนี้มีเพิ่มมากขึ้นทุกครั้งและทุกปี ทำให้สำนักพิมพ์น้อยได้แจ้งเกิด สำนักพิมพ์ใหญ่ต้องปรับตัว แตกไลน์ธุรกิจมาจับงานขายนิยายวายกันอย่างล้นหลาม  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ แจ่มใส สำนักพิมพ์นวนิยายวัยรุ่น ชายหญิง ทั้งงานไทยและงานแปลลิขสิทธิ์ เป็นที่รู้จักอันดับต้นๆของเมืองไทย ยังสร้างสำนักพิมพ์ขึ้นใหม่มาจับกลุ่มผู้อ่านที่นิยมอ่านนิยายวายชายรักชาย โดยเฉพาะภายใต้ชื่อ EverY  นำงานเขียนคนไทยและงานแปลจากต่างประเทศมาให้สาวกวายได้เลือกอ่าน ตามมาด้วยเครือสยามอินเตอร์ เปิดสำนักพิมพ์ชื่อ Meedee เพื่อขยายตลาดวาย สำนักพิมพ์อัมรินทร์ แตกเครือออกมาในชื่อ สำนักพิมพ์ Rose จับกลุ่มนิยายวายแปล จากต่างประเทศไม่ว่าจะเป็น จีน,เกาหลี หรือฝั่งตะวันตก ล่าสุด B2S ก็พิมพ์นิยายวายขายเช่นกัน มีทั้งซื้อลิขสิทธิ์ที่จีน มาเพื่อแปล และลิขสิทธิ์นักเขียนไทย  ทำให้ปัจจุบันจากที่เป็นตลาดกลุ่มเล็กๆ กลายเป็นตลาดที่มีอิทธิพลต่อผู้ซื้ออย่างสูง ซึ่งกำลังซื้อในกลุ่มนี้มีสูงมาก แม้ว่าหนังสือราคาสูงแค่ไหน  ถ้าถูกใจหรือมีกระแสนิยมสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาล ยกตัวอย่างเช่น  นักเขียนนิยายวาย เปิดพรีออเดอร์ พิมพ์หนังสือเองในราคารวมส่งเกือบ 500 บาท (1 เล่ม) โดยใช้โปรโมชั่น One Day แจกของแถมสำหรับคนที่โอนเข้ามาจองหนังสือวันแรก ซึ่งกลยุทธ์นี้ ทำให้วันแรกมียอดจองทะลุเกือบ 3,000 เล่ม  กดเครื่องคิดเลขคูณเงินได้เลย ยังไม่นับวันที่เหลือระหว่างเปิดจองอีกเป็นเดือน  หรือตัวอย่าง หนังสือหายากที่เคยพิมพ์และหาซื้อไม่ได้อีกแล้ว  นานๆจะมีคนมาเปิดประมูล ซึ่งยอดประมูลทะลุไปหลัก 2-3 หมื่นบาทเลยก็มี และพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มนี้ยังถูกแบ่งเป็น นักอ่านธรรมดาและนักอ่านสายสะสม  ทำให้สำนักพิมพ์ทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ ค่ายเล็ก ค่ายใหญ่ต่างมีลูกเล่น กลยุทธิ์เพื่อดึงดูดลูกค้า อาทิ  ซื้อหนังสือแถมกระเป๋า,เก็บสะสมแต้มเพื่อแลกของ หรือซื้อรอบนี้มีของที่ระลึกให้ อาจจะเป็นโปสการ์ด ที่คั่นพิเศษ สแตนด์ดี้ แต่รอบถัดไปไม่มี ของแถมและของที่ระลึกเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ปั่นราคาให้หนังสือบางเรื่องแพงขึ้นไปอีกหากนักอ่านสายสะสมพลาด อาจจะต้องเสียเงินเป็นหลักพันเพื่อตามเก็บ  ทั้งที่หนังสือเล่มนั้นมีมูลค่าแค่ 300 กว่าบาท (พร้อมของแถมฟรี) นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายๆสำนักพิมพ์ไม่ได้ฟาดฟันกันด้วยราคาหรือเนื้อเรื่องคุณภาพงาน แต่ฟาดฟันกันด้วยของแถม สิทธิพิเศษต่างๆ  สวนทางกับตลาดหนังสืออื่นๆที่ลดราคาแต่ก็ยังไม่มีคนสนใจ

สายวายทุ้มไม่อั้นแต่งานต้องกริบ!

                ราคาต้องมาพร้อมคุณภาพ… ยอมรับว่านิยายวายแพงแค่ไหน คนก็ซื้อ แม้เจอราคาไม่สมเหตุสมผล สำนักพิมพ์จะโดนบ่นจนหูชา สุดท้ายยอดขายก็ทะลุอยู่ดี และด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคสายนี้จะเป็นสายที่ค่อนข้างเรื่องมาก เอาใจยากระดับสุดๆก็ว่าได้ สิ่งที่ต้องแลกมากับราคา หรือพิจารณาให้ซื้อประกอบไปด้วย

  1. ปกของเรื่อง ใครเป็นผู้วาด ยิ่งปกสวย ยิ่งดึงดูด เป็นแรงจูงใจให้เงินในกระเป๋าบินออกไปได้ง่ายมากๆ เพราะบางคนนอกจากจะชอบอ่านแล้ว ยังตามสะสมผลงานนักวาด(ปก)นิยายด้วย ซึ่งอาจารย์ที่วาดนิยายปกอันดับต้นๆที่ได้รับความนิยมได้แก่ อาจารย์ Chonggong และ อาจารย์ Leila
  2. Boxset สะสม เพื่อความสวยงามของนักสะสม ลายกล่องสวยหรือไม่ งานดีหรือไม่ ออกแบบมาให้เก็บหนังสือได้พอดีหรือไม่ มูลค่าเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน ทำดีก็ยอดขายถล่ม ทำออกมาไม่ดีมีผลกระทบกับยอดขายอีกแน่นอน
  3. ของสะสม, ของแถมหรือของแลกซื้อ เช่น ที่คั่น, โปสเตอร์, โปสการ์ด ขนาดต่างๆ, ตุ๊กตา หรือ สแตนด์ดี้ตัวละครในนิยาย, ภาพแขวนแลกกับโค้ดสะสม, การ์ด เป็นต้น ยิ่งถ้าสิ่งเหล่านี้มีอยู่ในรอบจองหรือเปิดพรีออเดอร์จะเป็นแรงจูงใจมหาศาลให้คนกดสั่งซื้อสั่งจองแม้ต้องรอข้ามปีศรีก็ทนได้
  4. นักเขียน เป็นอีกปัจจัยสำคัญให้คนอ่านซื้อเพราะหากคนอ่านรักนักเขียนคนไหนแล้ว เขาจะตามเก็บสะสมผลงานคนเหล่านั้นไว้ทั้งหมด แม้ว่าบางเรื่องอาจจะยังไม่เคยอ่านแต่ซื้อมาเก็บไว้ก่อน นอกจากนี้นักเขียนที่มีแฟนคลับเป็นของตัวเอง แฟนคลับเหล่านี้จะช่วยเป็นกระบอกเสียงบอกต่อนิยาย กลายเป็นกระตุ้นให้คนที่ไม่เคยอ่านหรือรู้จักนักเขียน สนใจอยากติดตามและเพิ่มยอดให้กับสำนักพิมพ์
  5. เนื้อเรื่องของนิยายหากมีกระแสอยู่บนออนไลน์จะขายได้ดีและเร็วเป็นพิเศษ หากเปรียบเทียบคนเมื่อ 20-30 ปีที่แล้วต้องอ่านนิยายรายสัปดาห์แล้วรอเรวมเล่ม แต่ปัจจุบันนิยายส่วนใหญ่ถ้าเป็นคนไทยแต่ง นักเขียนจะลงออนไลน์ไว้ในเว็บไซต์ของกลุ่มสายวายโดยเฉพาะ เพื่อสร้างฐานและเป็นที่ปล่อยผลงานตั้งแต่ฝึกหัดเขียน และเป็นอีกช่องทางในการเช็คฟีดแบ็คว่าเรื่องที่เขียนได้รับการตอบรับจากนักอ่านมากน้อยแค่ไหน ก่อนที่นักเขียนจะตัดสินใจรวมเล่ม หรือสำนักพิมพ์ติดต่อซื้อลิขสิทธิ์มาพิมพ์
  6. การจัดส่ง นักเขียนหลายคน หรือสำนักพิมพ์หลายที่ ต้องฝ่าฟันปัจจัยต่างๆของแฟนนิยายแล้ว สุดท้ายมาตายตอนจบที่การจัดส่งนี่แหละ เนื่องจากของหรือหนังสือมีมูลค่าสูง (ทั้งด้านราคาและจิตใจ) ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือ หนังสือพังจากการขนส่งเพราะห่อกันกระแทกไม่แน่นหนา หนังสือบุบบ้าง กล่องพังบ้าง จุดนี้บางครั้งก็ทำให้เกิดปัญหาใหญ่และกลายเป็นคนอ่านจำภาพลักษณ์ไม่ดีต่อสำนักพิมพ์ขึ้นมาทันที เพราะไม่ใส่ใจในการส่งหนังสือ  ซึ่งหนังสือต้องห่อบับเบิ้ล 3 ชั้นขึ้นไป หากชุดที่สั่งเป็น Boxset อย่างน้อยต้องพันรอบกล่อง 5-8 รอบ ใส่กล่องจะปลอดภัยมากกว่าใส่ซองแม้ว่าหนังสือจะมีแค่ 1 เล่มก็ตาม เมื่อมั่นใจว่าแน่นหนาดีแล้ว ความผิดทั้งหมดจะตกไปอยู่ที่บริษัทขนส่งไม่ใช่สำนักพิมพ์ทันที เคสเรื่องการจัดส่งมีให้เห็นเรื่อยๆ อยู่ที่การปรับตัวของแต่ละสำนักพิมพ์ว่าจะใส่ใจมากน้อยแค่ไหน บางสำนักพิมพ์เล็งเห็นความวุ่นวายตรงนี้ก็บวกค่าจัดส่งเพิ่มแทนการแบกรับค่าต้นทุนส่งคืนหนังสือหากหนังสือมีปัญหาจากการขนส่ง นักอ่านอาจจะบอกว่าค่าส่งแพงแต่สุดท้ายก็ต้องจ่ายและรู้สึกดีมากกว่าหากหนังสือถึงมือปลอดภัย