24 มิถุนายน 2475 วังบ้านดอกไม้ ก่อนรุ่ง

            ฟ้าในพระนครยังไม่ทันสว่าง บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งเร้นกายออกจาก “วังบ้านดอกไม้” อย่างเงียบเชียบโดยไม่มีใครรู้ รถเคลื่อนออกจากวังอย่างช้าๆ ก่อนทวีความเร็วขึ้น คนขับรถยังงุนงงว่าเหตุใดวันนี้เจ้าของวังจึงรีบร้อนไป “สถานีรถไฟ” ในเวลาที่กรุงเทพฯ ทั้งเมืองยังคงหลับใหล แต่เมื่อเห็นหน้าที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลของ “เจ้านาย” แล้ว เขาจึงสลัดคำถามต่างๆ ออกไปจนหมดสิ้น

            ภาพคุ้นตาของสถานีรถไฟปรากฏต่อสายตาในเวลาไม่นานนัก รถไฟหลายขบวนจอดสงบนิ่ง ก็แน่ละว่าในเวลาที่ห่างไกลจากคำว่าเช้าอย่างนี้ แม้แต่รถไฟก็ยังคงพักผ่อนอยู่เช่นกัน ความเงียบสงบปกคลุมไปทั่วชานชาลาน่าขนลุก บุรุษหนุ่มผู้ภูมิฐานค่อยๆ ลงจากรถ มองซ้ายขวาจนแน่ใจก่อนสาวเท้าไปยังรถไฟขบวนหนึ่ง มีความเคลื่อนไหวจากคนสองสามคนบนรถไฟขบวนนั้น เมื่อเขาเดินไปถึง ทุกคนทำความเคารพอย่างนอบน้อม เขาจ้องหน้าทุกคนก่อนจะเอ่ยอย่างหนักแน่นว่า “หัวหิน” อันเป็นจุดหมายปลายทางของขบวนรถไฟขบวนพิเศษนี้

2469 กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

            กลิ่นกาแฟอบอวลอยู่ในบ้านเลขที่ 9 ถนนซอมเมอราร์ ย่าน Quartier Latin (การ์ติเย ลาแตง)  ที่มีมหาวิทยาลัยซอร์บอร์น มหาวิทยาลัยเก่าแก่อันดับสองของโลกตั้งอยู่ กลุ่มคนหกเจ็ดคนกำลังพูดคุยถกเถียงอย่างออกรสชาติ ในแววตาแม้จะมีความมุ่งมั่นแต่ก็แฝงไว้ด้วยความหวาดกลัวที่ทุกคนพยายามจะฝังมันลงไปให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาซึ่งเป็นนักเรียนไทยในประเทศฝรั่งเศสได้พบปะหารือกัน แต่ครั้งนี้นับเป็นครั้งสำคัญเพราะเป็นการตกลงกันถึงหลักการการทำงานที่ยิ่งใหญ่และท้าทายที่สุดในชีวิตของพวกเขาที่เรียกตัวเองว่า“คณะราษฎร”

6 เมษายน 2475 เสด็จฯ เปิดพระปฐมบรมราชานุสรณ์และสะพานพระพุทธยอดฟ้า

            พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เพื่อทรงเปิดพระปฐมบรมราชานุสรณ์และสะพานพระพุทธยอดฟ้า เนื่องในโอกาสสมโภชพระนครครบ 150 ปี ทหาร ตำรวจถวายการคุ้มกันทั้งสองพระองค์อย่างเคร่งครัดกว่าปกติด้วยข่าวลือหนาหูว่าจะมีการปฏิวัติล้มฟ้าคว่ำแผ่นดินจากกลุ่มบุคคลผู้ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่เหตุการณ์วันนั้นก็ผ่านพ้นไปด้วยดีไม่ได้เกิดเหตุการณ์ตามที่หลายฝ่ายวิตกกังวล หลังจากพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ กลับแล้ว ประชาชนหลายคนต่างพากันมาถวายบังคมพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ผู้ทรงก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นมาให้เป็นพระนครดั่งเช่นกรุงศรีอยุธยาจนมีผู้เปรียบเปรยว่า “อยุธยายศล่มแล้ว ลอยสวรรค์ ลงฤา” อันหมายความว่าแม้อยุธยาล่มสลายไปแล้วหากยังมีกรุงเทพฯ ซึ่งเปรียบเสมือนอยุธยาที่ลอยลงจากสรวงสวรรค์ หลังจากกราบถวายบังคมพระปฐมบรมราชานุสรณ์แล้ว ก็ยังจับมือลูกจูงมือหลาน เดินข้ามสะพานที่ทอดเหนือแม่น้ำเจ้าพระยาไปชมทิวทัศน์แปลกตาที่ไม่เคยคิดฝันว่าจะได้เห็นมาก่อนในชีวิต ด้วยนี่คือสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกที่เปิดให้รถและคนสัญจรไปมาได้ ต่างจากสะพานพระรามหกซึ่งเป็นสะพานสำหรับรถไฟเท่านั้น เสียงคนเล่าสู่กันฟังว่าเรื่องสะพานพระพุทธยอดฟ้านี้ เป็นพระดำริของพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน “ในหลวงท่านทรงสนับสนุนพระดำรินี้ แม้ว่าในตอนแรกหลายคนไม่เห็นด้วย แต่ในหลวงท่านก็ทรงว่าเป็นประโยชน์ดี จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง”

เย็นวันที่ 24 มิถุนายน 2475 พระตำหนักไกลกังวล อำเภอหัวหิน

            ข่าวการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในกรุงเทพฯ รวมทั้งการจับกุมตัวเจ้านายองค์สำคัญหลายพระองค์รวมทั้งสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เดินทางมาถึงพระตำหนักไกลกังวลตั้งแต่เช้า ตอนเที่ยง คณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองส่งตัวแทนมาเข้าเฝ้าฯ ขอให้เสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ ด้วยเรือหลวงสุโขทัยแต่พระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงโปรด จนเมื่อพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน เสด็จมาถึงหัวหินด้วยรถไฟและขอเข้าเฝ้าฯ จึงตัดสินพระทัยจะเสด็จฯ กลับกรุงเทพฯ ทางรถไฟ

            ผ่านมาหลายสิบปี สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่เจ็ด ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะกรรมการสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยเข้าเฝ้าฯ เพื่อขอพระราชทานสัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่ามีผู้กราบบังคมทูลว่าให้เสด็จหนีออกไปยังประเทศใกล้ๆ ก่อนแล้วค่อยกลับมาสู้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงไม่เห็นด้วยหากจะกลับกรุงเทพฯ ด้วยเป็นห่วงเจ้านาย ห่วงบ้านเมือง ห่วงประชาชน

            “…ในตอนนั้นฉันจำได้ว่าเป็นเวลาเย็นแล้ว กรมพระกำแพงฯ ซึ่งจะหนีจากกรุงเทพฯ ไปได้อย่างไรไม่รู้ ได้ขอเข้าฝ้าฯ ท่านบอกว่าไม่มีประโยชน์หรอก เขาเข้ากันได้หมดแล้ว ทุกคนจึงได้แต่ฟังเอาไว้เฉยๆ แต่ก็ตกลงว่าจะเดินทางกลับโดยรถไฟ”

            “…ความจริงเรื่องปฏิวัตินี่นะ ในหลวงท่านทรงเดาไว้นานแล้วว่าจะมีปฏิวัติ แต่จะเดาจากอะไรอย่างไรไม่ทราบ…พวกเจ้านายได้กราบทูลขอให้ระวังพระองค์ เฉพาะอย่างยิ่งวันฉลองพระนคร ในหลวงท่านรับสั่งว่าวันนั้นน่ะไม่มีหรอกเพราะมีคนรู้กันมาก ถ้าจะระวังก็ต้องหลังจากวันงานผ่านไปเสียก่อน”

            “…ตอนนั้นเจ้านายถูกจับกันมาก ขืนรบกันพวกที่ถูกจับอยู่แล้วก็ต้องตายก่อน นองเลือดกันเปล่าๆ ถ้าจะให้คนอื่นตายแล้วหนีเอาตัวเองรอด ท่านไม่เอา เมื่อกรมพระกำแพงฯ ขึ้นไปกราบบังคมทูลเหตุการณ์ ในหลวงทรงรับสั่งว่ารบกันก็ไม่มีประโยชน์”

24 มิถุนายน 2562 วังบ้านดอกไม้ เลขที่ 129 ถนนหลวง แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กทม.

            วังบ้านดอกไม้ เป็นวังที่ประทับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน พระราชโอรสพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเจ้าจอมมารดาวาด เมื่อเกิดเหตุการณ์ “อภิวัฒน์สยาม” วันที่ 24 มิถุนายน 2475 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ก็ถูกปลดออกจากตำแหน่งทางราชการ ท่านยังคงประทับอยู่ที่วังบ้านดอกไม้แห่งนี้และทรงเริ่มต้นทำธุรกิจที่สิงคโปร์ ต่อมาด้วยหลายๆ ปัจจัยรวมทั้งเหตุการณ์ทางการเมือง จึงได้ตัดสินพระทัยขายวังบ้านดอกไม้ให้กับทางราชการและเสด็จไปประทับที่สิงคโปร์จนสิ้นพระชนม์วันที่ 14 กันยายน พุทธศักราช 2479

            นับจากวันที่เสด็จออกจากวังบ้านดอกไม้ก่อนเช้าตรู่ของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ทรงนำรถไฟไปหัวหินเพื่อเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระตำหนักไกลกังวล ชีวิตของเสด็จในกรมพระกำแพงเพชรฯ ก็ไม่เคยกลับมาเหมือนเดิมอีกเลย จนแม้ “บ้าน” ซึ่งมีเพียงแห่งเดียวก็ยังจำต้องนิราศร้าง ทอดทิ้งไว้แต่ความทรงจำเลือนรางผ่านสถาปัตยกรรมอันเคยงดงามกับลมหายใจรวยรินของประวัติศาสตร์บทหนึ่งของพระนคร…

            ปัจจุบันวังบ้านดอกไม้เป็นที่ทำการของสำนักงานโรงงานกระดาษบางปะอินและสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานโดยกรมศิลปากรเมื่อปีพุทธศักราช 2548