ปัจจุบัน ผู้รับเหมา วิศวกร ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ และสถาปนิกรุ่นใหม่ มีความต้องการชิ้นงานที่หลากหลาย มีเอกลักษณ์ สวยงาม และคงทน จึงเป็นที่มาที่ทำให้ เอสซีจี ซิเมนต์ ได้พัฒนานวัตกรรม 3D Cement Extrusion Printing ขึ้น ซึ่งนับเป็นการก้าวไปอีกขั้นของวงการก่อสร้างที่สามารถสร้างสรรค์ชิ้นงานด้วยการใช้ปูนซีเมนต์พิมพ์ 3 มิติ เพื่อเป็นส่วนประกอบโครงสร้าง ผนัง วัสดุตกแต่งอาคารบ้านเรือน ชิ้นงานเฟอร์นิเจอร์

คุณสยามรัฐ สุทธานุกูล Chief Marketing Officer-Cement and Construction Solution Business ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี เปิดเผยว่า บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ จำกัดร่วมกับคุณเฉลิมวุฒิ สงวนญาติ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย Mortar Technology หน่วยงาน Research and Innovation Center ในธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี ได้พัฒนานวัตกรรม 3D Cement Extrusion Printingขึ้นเพื่อใช้ผลิตชิ้นงาน 3D Printing  ที่ใช้ปูนซีเมนต์เป็นวัสดุหลักที่เรียกว่า 3D Cement Extrusion Printing Mortar นับเป็นนวัตกรรมการขึ้นรูปด้วยปูนซีเมนต์สูตรพิเศษ (Mortar Ink) ที่กลุ่มงานวิจัย Mortar Technology หน่วยงาน Research and Innovation Center ในธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี เป็นผู้พัฒนาสูตรขึ้นมา โดยขึ้นรูปด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ มีการควบคุมคุณภาพระหว่างการผลิตที่เที่ยงตรงแม่นยำ ช่วยลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือ และได้ชิ้นงานที่มีคุณภาพควบคู่กับระยะเวลาการผลิตเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อชิ้น อีกทั้งยังสามารถ       ต่อยอดสร้างสรรค์เป็นสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ได้มากมาย ตั้งแต่ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ไปจนถึงการสร้างบ้านพักอาศัย ที่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้จริง

ชิ้นงาน 3D Cement Printing

นอกจากนี้ เอสซีจี ซิเมนต์ ยังได้แลกเปลี่ยนไอเดียกับเอ็นริโค ดินี (Enrico Dini) วิศวกรชาวอิตาลี ผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงระดับโลกทางด้านเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของเครื่องพิมพ์กับปูนมอร์ตาร์ให้เป็นโซลูชั่น ที่เรียกว่า 3D Cement Extrusion Printing Solution ที่ขยายตลาดได้ทั้งในวงการออกแบบและก่อสร้าง โดยบริการ 3D Cement Extrusion Printing Solution จะให้คำปรึกษา ออกแบบ พร้อมทั้งติดตั้งชิ้นงานในงานสถาปัตยกรรมและงานก่อสร้าง ซึ่งเอสซีจี ซิเมนต์ นอกจากเป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์สูตรพิเศษสำหรับงาน 3D Printing แล้วยังให้บริการโซลูชั่น 3D Cement Extrusion Printing อย่างครบวงจรเป็นรายแรกในไทย  

ในโอกาสที่ได้เปิดตัวนวัตกรรม 3D Cement Extrusion Printing ขึ้น เอสซีจี ซิเมนต์ จึงได้จัดให้มีการเสวนาอัพเดตเทรนด์ของสถาปัตยกรรมของต่างประเทศและในไทยที่มีแนวโน้มใช้ 3D Printing มากขึ้น พร้อมโชว์นวัตกรรม ในหัวข้อ 3D Cement PRINTING for ARCHITECTURE, PAST, Present, Future towards sustainability โดยได้  รับเกียรติจาก มร.เอ็นริโค ดีนี วิศวกรชาวอิตาลี ผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงระดับโลกทางด้านเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติและ คุณกัลยา โกวิทวิสิทธิ์ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ร่วมก่อตั้งแฟบ คาเฟ่ (Fab Cafe) รวมทั้ง ดร.ลาภยศ ประสิทธิโศภิน นักวิจัยจาก Mortar Technology หน่วยงาน Research and Innovation Center ในธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี มาร่วมถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเทคโนโลยี 3D Printing โดยทั้ง 3 คนได้ให้ข้อมูลในแง่มุมต่าง ๆ ที่น่าสนใจ

งานก่อสร้างเคลื่อนสู่ยุคเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ           

คุณกัลยา โกวิทวิสิทธิ์ กล่าวว่า เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติได้เริ่มขึ้นเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว โดยใช้ Additive เป็นวัสดุพื้นฐานสำหรับการขึ้นรูปทรง 3 มิติ จากการเก็บข้อมูลของ 3D HUBs ซึ่งเป็นแหล่งรวมผู้ใช้ 3D Printers ที่ใหญ่ที่สุดในโลก พบว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ มีไม่ต่ำกว่า 7 ประเภท โดยแบ่งวัสดุตาม Code Base ในการขึ้นรูป อาทิ โพลิเมอร์ไลต์ อิงค์เจ็ต ผง แก้ว โลหะ ลามิเนต เป็นต้น

สำหรับการเข้ามาของ 3D Printing เริ่มจากยุคแรก ที่ต่อยอดมาจากการทำ 3D Print โดยวัสดุขึ้นรูปการพิมพ์ 3 มิติที่นิยมมากที่สุดคือ กลุ่มปูนมอร์ต้าร์ กลุ่มซีเมนต์ และพลาสติก ในยุคนี้มีบุคคลสำคัญที่คิดค้นเครื่องเพื่อใช้ผลิต คือ เอ็นริโค ดีนี ผู้เชี่ยวชาญด้านการพิมพ์ 3 มิติ จากดี.เชป (D.Shape) จากนั้นได้มีการนำวัสดุประเภทอื่น ๆ เช่น แก้ว โลหะ มาใช้ในการขึ้นรูป เมื่อเข้าสู่ยุคที่ 2 เริ่มมีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เพื่อสร้างบ้านหลังเล็ก ๆ และยุคที่ 3 เริ่มมีบริษัทอสังหาริมทรัพย์นำเครื่องมือไปใช้ในเชิงพาณิชย์ เช่น กลุ่มบริษัท วินตัน ประเทศจีน หรือกลุ่มบริษัทที่ผลิตชิ้นงานในลักษณะสั่งผลิตแบบ Custom Made ในประเทศยุโรป เป็นต้น

ขณะนี้ ในประเทศไทย มีการใช้เครื่อง 3D Printing ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และสามารถผลิตชิ้นงานได้จริงแล้ว ส่วนในสถาบันการศึกษา เช่น คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มีสตูดิโอสอนให้นักศึกษา นำเทคโนโลยีนี้มาใช้งานจริง ส่วนในต่างประเทศ 3D Printing เป็นเครื่องมือที่ถูกคิดค้นมาเพื่อหาวิธีก่อสร้างใหม่ ๆ ช่วยมนุษย์ในการก่อสร้าง อย่างกลุ่ม MS 3D ซึ่งถือเป็นกลุ่มแนวหน้าในการใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ในงานก่อสร้างสะพานเหล็กขนาดใหญ่และใช้งานจริงในประเทศสเปน

สำหรับเทคโนโลยี 4D Printing คาดว่าจะเข้ามามีบทบาทใน 3-4 ปีข้างหน้า จากการนำร่องของกลุ่ม Self-Assembly Labs โดยมีแนวคิดการทำงานขึ้นรูปด้วยวัสดุที่สามารถนำมาประกอบได้ด้วยตัวเองจากวัสดุหรือสิ่งกระตุ้น เช่น การใช้ของเหลวบางประเภทที่สามารถพัฒนาเป็นเซอร์กิตบอร์ด ไปจนถึงการประยุกต์การทำงาน 4D Printing ร่วมกับหลักสูตรการเรียนการสอน การพับกระดาษโอริกามิของญี่ปุ่นที่ต่อยอดมาใช้หลักการขึ้นรูปด้วยเครื่องพิมพ์ 4 มิติ โดยมีตัวอย่างชิ้นงานในปัจจุบัน อาทิ การพัฒนาแผงวงจรไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีความบาง หรือการพัฒนาน้ำหมึกนำกระแสไฟฟ้า (The Octobot) เพื่อนำไปใช้ในการเขียนแผงวงจรไฟฟ้า เป็นต้น

กูรูระดับโลก สนใจสร้างวัดด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ

มร.เอ็นริโค ดีนี กล่าวว่า เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ได้ถูกนำร่องผลิตขึ้นมาเป็นชิ้นงานครั้งแรกเมื่อราว   ปี 2547 จากนั้นได้มีการต่อยอดและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งได้มีการนำเทคโนโลยี 3 มิติ มาใช้ในครัวเรือน โดยนักออกแบบได้สร้างสรรค์เป็นชิ้นงานสถาปัตยกรรมรูปทรงอิสระ จากนั้นจึงมีการพัฒนาชิ้นงานที่ผลิตขึ้นจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่มีขนาดใหญ่ขึ้น จนกระทั่งในปี 2551 ได้มีการนำเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ผลิตชิ้นงานที่มีขนาดความสูงถึง 8 เมตร ก่อนจะมีการนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปประยุกต์ใช้กับชิ้นงานหรือโครงการต่าง ๆ ในเชิงพาณิชย์อีกมากมายในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงปี 2553 ได้มีการสร้างบ้านจากเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ เป็นครั้งแรก หลังจากนั้นได้มีการพัฒนางานสถาปัตยกรรม สิ่งก่อสร้าง งานประติมากรรมจากเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ออกมาอีกจำนวนมาก จากนั้นในช่วงปี 2558-2559 เทคโนโลยีดังกล่าวถูกนำมาประยุกต์ใช้ในงานก่อสร้างและสถาปัตยกรรมต่าง ๆ มากขึ้น เช่น งานก่อสร้างทางเท้า สะพานข้าม เป็นต้น

สำหรับ ดี.เชป นับเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการเครื่องพิมพ์ 3 มิติรายใหญ่ระดับโลก ที่ได้พัฒนางานสถาปัตยกรรม สิ่งก่อสร้างชิ้นงานพิมพ์ 3 มิติ ขนาดใหญ่ เช่น Façade และยังได้ริเริ่มโครงการสิ่งก่อสร้างสถาปัตยกรรมการพิมพ์ 3 มิติในเมืองดูไบ นอกจากนี้ ดี.เชป ยังได้เป็นพันธมิตรกับเอสซีจี ซิเมนต์ ในการใช้วัสดุปูนมอร์ตาร์ สำหรับงานพิมพ์ 3 มิติ ในหลาย ๆ โครงการด้วย โดยการทำงานด้านการพิมพ์ 3 มิติ ในก้าวต่อไป ดี.เชป มองว่าประเทศไทยมีสิ่งก่อสร้างสถาปัตยกรรมหลายแห่งที่น่าสนใจสำหรับการพิมพ์ 3 มิติ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมพัฒนาแผนงานโครงการ เช่น วัด ซึ่งจะเป็นสถาปัตยกรรมไทยที่ใช้การพิมพ์ 3 มิติ ที่มีขนาดใหญ่ในประเทศไทย

เอสซีจี ซิเมนต์ เร่งงานวิจัยรับความต้องการลูกค้า

ด้าน ดร.ลาภยศ ประสิทธิโศภิน นักวิจัย Mortar Technology กล่าวว่า Digital Application Global Trend ของการพิมพ์ 3 มิติ แบ่งเป็น 2 เทรนด์ คือ เทคนิคการขึ้นรูปแบบ Extrusion และเทคนิคการขึ้นรูปแบบ Binder Printing ที่ใช้ Powder-Bed ในการขึ้นรูปและเซ็ตตัวชิ้นงาน

สำหรับเอสซีจี ซิเมนต์ นับเป็นผู้พัฒนาส่วนผสมวัสดุปูนซีเมนต์ที่เหมาะสมกับชิ้นงานให้กับผู้ดำเนินงานก่อสร้างการพิมพ์ 3 มิติในประเทศต่าง ๆ ในยุโรปมาแล้วหลายโครงการ สูตรปูนมอร์ต้าร์ของเอสซีจี ซิเมนต์ นับว่ามีความเหมาะสมและตรงกับความต้องการชองผู้ใช้งานการพิมพ์ 3 มิติ สำหรับเครื่องพิมพ์กลุ่ม Binder ที่ต้องการใช้ปูนซีเมนต์ขึ้นรูปชิ้นงานรูปทรงอิสระที่ต้องการความคงทน

บรรยากาศการเสวนา

นอกจากนี้ หน่วยงาน Research and Innovation Center ยังได้พัฒนาสูตรปูนสำหรับการขึ้นรูปแบบ Extrusion ให้มีคุณสมบัติที่สามารถเพื่อรองรับกับกระแสความต้องการของโลก (Global Trend) ด้วย อาทิ ความยืดหยุ่นต่อการนำไปใช้ออกแบบรูปทรงอิสระ การลดระดับค่าฝุ่น PM 2.5 เพิ่มความสะดวกรวดร็วในการทำงาน เป็นต้น โดยปัจจุบัน เอสซีจี ซิเมนต์ ได้ให้บริการเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ใน 2 รูปแบบธุรกิจ (Business Model) คือ การร่วมมือระหว่างกัน (Co-Creation) และให้บริการด้านออกแบบ โดยร่วมกับ สถาปนิก วิศวกร เจ้าของโครงการที่สนใจพัฒนาชิ้นงาน อาคารก่อสร้างประเภทต่าง ๆ โดยที่ผ่านมา มีชิ้นงานก่อสร้างการพิมพ์ 3 มิติ ที่เอสซีจี ซิเมนต์ ได้พัฒนาขึ้นและใช้จริงแล้วจำนวนมาก อาทิ การติดตั้งแนวฟอร์มยึดเกาะปะการังในทะเล ชิ้นงานเฟอร์นิเจอร์ในร้านกาแฟอะเมซอน คาเฟ่ ตราสัญลักษณ์ของสโมสรฟุตบอลเอสซีจีเมืองทองยูไนเต็ด (The Crest of Pride) เป็นต้น