ใครที่ยังติดภาพว่า “สมุนไพรไทย” เป็นภูมิปัญญาของคนยุคก่อนที่ไม่น่าจะเป็นธุรกิจทำเงินในยุคดิจิทัลได้ เห็นทีต้องคิดใหม่ เพราะถึงโลกธุรกิจใบเดิมจะกำลังถูก Disrupt อย่างหนักหน่วงจากเทคโนโลยี แต่ด้วยไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาใส่ใจสุขภาพตามวิถีธรรมชาติมากขึ้น ทำให้ “สมุนไพรไทย” ยังคงเฉิดฉายเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่น่าจับตามองไม่น้อย

หนึ่งในผู้บริหารหญิงเก่งที่เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่ตอกย้ำถึงการก้าวสู่ “ยุคทองของสมุนไพรไทย” อย่างแท้จริง ต้องหลีกทางให้ มุ่ย-สลิลาพร กองทองมณีโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท มี อินฟินิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพจากสมุนไพร

เธอไม่ใช่แค่นักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีแพชชั่นจะผลักดันสมุนไพรไทยให้ก้าวไปอีกขั้นเท่านั้น แต่ยังผูกพันกับโลกของสมุนไพรมาตั้งแต่เด็ก จึงลุกขึ้นมาต่อยอดธุรกิจโรงงานผลิตยาสมุนไพรและจำหน่ายยาสมุนไพรที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในรุ่นคุณพ่อ (ศรเทพศรทอง กองทองมณีโรจน์) อดีตราชาเพลงลูกทุ่งในตำนาน เจ้าของบทเพลง “ส่งแอ๋วเรียนราม” ให้กลายเป็นอาณาจักรธุรกิจสมุนไพรที่ประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน แถมยังโกอินเตอร์ขยายตลาดไปเจาะกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา และ  มหาอำนาจอย่างจีนเป็นที่เรียบร้อย

อะไรเป็นแรงผลักดันที่พาให้เด็กสาวคนหนึ่งที่เติบโตมากับธุรกิจสมุนไพรจนเรียกว่าซึมอยู่ในสายเลือด คิดการณ์ใหญ่ที่จะต่อยอดธุรกิจสมุนไพรที่อาจดูเหมือนว่าเป็นธุรกิจปราบเซียนในยุคดิจิทัลให้ยกระดับไปอีกขั้น สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่หันมาดูแลสุขภาพมากขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

            ผู้บริหารหญิงเก่งพร้อมแล้วที่จะเฉลยถึงเคล็ดลับความสำเร็จแบบเอ็กซ์คลูซีฟ…

จากใจ…ลูกไม้ใต้ต้น

ด้วยความที่เติบโตมากับคุณพ่อ ทำให้มุ่ย ลูกสาวคนสุดท้องของครอบครัวมีโอกาสคลุกคลีกับธุรกิจสมุนไพรมาโดยตลอด จนพาให้เด็กน้อยวาดหวังไว้ในใจว่าอนาคตจะกลับมาสานต่อธุรกิจของครอบครัว

หลังจากเรียนจบปริญญาโทวิทยาลัยบัณฑิตศึกษาการจัดการ (MBA) มหาวิทยาลัยขอนแก่น และปริญญาโท หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสุขภาพจิต คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มุ่ยเลือกต่อยอดความรู้ด้านสมุนไพรด้วยการเรียนและสอบจนได้ใบประกอบโรคศิลป์เพื่อเป็นแพทย์แผนไทยเภสัชกรรม และแพทย์แผนไทยเวชกรรมด้วย

“จริงๆตอนแรกที่มาทำงานตรงนี้ก็ยังไม่ได้อินเท่าไหร่ (หัวเราะ) แต่พอยิ่งได้ศึกษา ได้คลุกคลีกับโลกสมุนไพรมากขึ้น แพชชั่นก็เริ่มก่อตัว เมื่อหลอมรวมกับความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมาพอสมควร เลยเป็นจุดประกายให้อยากสร้างธุรกิจของตัวเอง เริ่มต้นจากการผลิตและจำหน่ายอาหารเสริมเพื่อสุขภาพจากสมุนไพร ก่อนจะแตกไลน์ไปเจาะกลุ่ม Energy Drink และแบรนด์เครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูสุขภาพของผู้บริโภค”

 

สูตรสำเร็จของผู้บริหารรุ่นใหม่ ต้องไม่ดื้อรั้นและติดอยู่กับกรอบ

เหตุผลที่ทำให้ผู้บริหารสาวเก่งตัดสินใจแตกไลน์ธุรกิจใหม่นั้น ไม่ใช่เพื่อตอบสนองแพชชั่น หรือ กระจายความเสี่ยง แต่ทำบนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า “การทำธุรกิจที่ดีต้องพร้อมปรับตัวให้เข้ากับตลาด”

ผู้บริหารสาวเก่งบอกเล่าอย่างออกรสถึงจุดเริ่มต้นในการคิกออฟธุรกิจใหม่ว่า หลังจากประสบความสำเร็จจากธุรกิจอาหารเสริมในไทย เธอเริ่มมองหาช่องทางเพื่อขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน โดยเริ่มปักหมุดจากกัมพูชา

ทว่าหลังจากลองศึกษาตลาดอยู่พักใหญ่ กลับพบว่า แผนที่จะนำกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริมไปเปิดตลาดในกัมพูชาอาจแป็กมากกว่าปัง เพราะดีมานด์ในตลาดยังไม่สูงพอ แต่แทนที่จะกลับบ้านมือเปล่า เธอกลับพบโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่หอมหวานกว่า นั่นคือ ตลาดเครื่องดื่ม Energy Drink ซึ่งมีการเติบโตสูงมากจนน่ากระโจนเข้าไปร่วมแจม

“เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เราตั้งใจไปบุกตลาดอาหารเสริม แต่พอเข้าไปศึกษาข้อมูลจริงๆ พบว่าตลาดที่น่าสนใจกว่าคือ คือ Energy Drink ซึ่งจากการลงพื้นที่ เราสังเกตว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคที่นู่นนิยมดื่ม Energy Drink เขาดื่มกันเป็นเรื่องปกติ อารมณ์เหมือนบ้านเราดื่มน้ำอัดลม ไม่ว่าจะแวะร้านอาหารข้างทางที่ไหน จะเห็นตู้แช่ Energy Drink หลากหลายยี่ห้อเรียงราย ลูกค้าเข้ามาถึงก็เปิดดื่ม ตอนหลังถึงได้รู้ว่าธรรมชาติของชาวกัมพูชาเริ่มดื่ม Energy Drink กันตั้งแต่ ป.5 -ป.6 แล้ว”

เมื่อเห็นโอกาสทางธุรกิจ มุ่ยเลือกไม่ดื้อรั้นที่จะฝืนเดินต่อไปยังทางตัน แต่เลือกหันหลังกลับไปเพื่อวกไปหาเส้นทางใหม่ มุ่ยและทีมงานเริ่มศึกษาถึงความเป็นไปได้ของการบุกตลาด  Energy Drink สิ่งที่พบ คือ ดีมานด์ในตลาดสูงจริง แต่การแข่งขันในตลาดก็สูงตาม

“เชื่อมั้ยว่าผู้ผลิต Energy Drink ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดในกัมพูชาสูงสุด คือ เกาหลีใต้ ส่วนแบรนด์อื่นๆ ที่เขาไปทำตลาดก็มีทั้งแบรนด์ไทยที่ติดตลาดในบ้านเรา และ แบรนด์ที่ไม่มีในบ้านเราด้วยซ้ำ มุ่ยเองพอคิดจะเข้าไปชิงส่วนแบ่งการตลาด นอกจากเราจะใช้เวลาเกือบปีกว่าในการติดต่อประสานงานเพื่อนำเข้าไปจัดจำหน่าย เรายังชูจุดเด่นด้วยการเป็น Energy Drink แบรนด์แรกที่รวมสองวัตถุดิบเลอค่าอย่าง โสม และ ถั่งเช่าไว้ด้วยกัน ซึ่งก็ได้รับการตอบรับในระดับที่น่าพอใจ

หลังจากเปิดตัวได้ไม่นาน ผลิตภัณฑ์ของเราก็ได้รับความสนใจจากจีน ตอนนี้เราเซ็นต์สัญญากับดิสทิบิวเตอร์ไปแล้ว น่าจะวางขายประมาณปีนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญ เพราะจีนเป็นตลาดใหญ่มาก ถ้าไปขายได้ คือที่สุดแล้ว (หัวเราะ) แค่คิดง่ายๆว่าถ้าเขามีประชาชน 100 ล้านคน เราขอแค่ 1% ที่เป็นลูกค้าเราก็ดีใจแล้ว สำหรับในประเทศไทย คิดว่าจะวางขายต้นปีนี้ เพราะตอนนี้เราอยู่ระหว่างปรับสูตรยังติดเรื่องรสชาติที่หวานเกินไปสำหรับคนไทย เพราะรสชาติออริจินัลที่เราทำออกมาเพื่อให้ถูกปากชาวกัมพูชา ซึ่งเราทำ blind taste แล้วพบว่า คนที่นู่นค่อนข้างติดหวาน ต่างจากคนไทยที่หลังๆหันมาดูแลสุขภาพ ลดน้ำตาล เราเลยปรับสูตรใหม่  มาพร้อมจุดขาย Energy Drink แบรนด์แรกที่มีน้ำตาลน้อยที่สุด และได้รับสัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพจากมหาวิทยาลัยมหิดล” ด้วย

 

“มีบุญ” ลูกรักคนใหม่

นอกจากธุรกิจ Energy Drink จะกำลังไปได้สวย ตามไสตล์ผู้บริหารสุดแอกทีฟ แม้ปีที่ผ่านมาจะแตะเบรกเพราะสวมบทคุณแม่ป้ายแดง แต่เธอก็ยังอาศัยช่วงลาคลอดคิดโมเดลธุรกิจใหม่อย่าง “เครื่องดื่มสมุนไพร มีบุญ”  ซึ่งนำชื่อของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนมาตั้งเป็นชื่อแบรนด์เลย

“ช่วงนั้นเป็นช่วงที่อยู่บ้านเลี้ยงลูกพอดี เราก็คิดไปเรื่อยๆ สุดท้ายมาลงตัวที่เครื่องดื่มสมุนไพร เพราะเราเองอยู่ในแวดวงสมุนไพรอยู่แล้ว บวกกับเทรนด์ดูแลสุขภาพที่ยังคงมาแรง จุดประกายให้คนยุคนี้นิยมป้องกันก่อนรักษา เลยคิดว่าน่าจะลองทำน้ำสมุนไพรไทยดู โดยเริ่มศึกษาว่าเทรนด์สมุนไพรตัวไหนกำลังมา ก็มาเจอตรีผลา สมุนไพรที่อยู่ในตำราแพทย์แผนไทยมานาน ประกอบด้วยลูกสมอไทย สมอพิเภก และมะขามป้อม มีคุณสมบัติช่วยปรับสมดุลธาตุ แถมยังมีผลวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ว่าช่วยลดและป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง เลยนำมาพัฒนาสูตรกลายเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรตรีผลาเข้มข้น 100% ปราศจากส่วนผสมของน้ำตาล ไม่มีวัตถุกันเสีย ไม่เจือสีและกลิ่นสังเคราะห์”

จากนี้ไป มุ่ย บอกว่า ยังจะมีแผนจะพัฒนาเครื่องดื่มสมุนไพรออกมาเรื่อยๆ พิกัดต่อไป มองไว้ว่าจะเป็นขมิ้นชัน ถามว่ามีวิธีการเลือกอย่างไรว่าจะนำสมุนไพรตัวไหนมาเป็นตัวชูโรง นอกจากดูเรื่องเทรนด์สมุนไพรที่กำลังเป็นนิยมในตลาดแล้ว ยังศึกษาจากพฤติกรรมของคนในสังคม เพื่อจะได้สามารถเลือกสมุนไพรที่ช่วยป้องกันโรคได้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่นโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง และโรคปอดเรื้อรัง เป็นต้น

สมุนไพรไทยในยุคดิจิทัล โอกาสหรือจุดเสี่ยง?

แค่เกริ่นหัวข้อ ยังไม่ทันยิงคำถาม มุ่ยก็ตอบชัดเลยว่า “ท้าทายมากค่ะ ยุคดิจิทัล เป็นยุคที่ผู้บริโภคทุกคนมีข้อมูลอยู่ในมือ สงสัยอะไรถามกูเกิ้ล เพราะฉะนั้นเราจะทำอย่างไรเพื่อให้สินค้าเรามีความน่าเชื่อถือ ถึงกลุ่มลูกค้าหลักของเราจะเป็นวัย 40+ แต่เราไม่อยากให้ภาพของสมุนไพรดูเชย เป็นผลิตภัณฑ์ของคนสูงวัย เรา ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อให้ความรู้ และสื่อสารกับลูกค้า เพราะ ยุคนี้ไลฟ์สไตล์คนเปลี่ยน คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ก็เล่นไลน์ แต่ขณะเดียวกันเรายังรักษาฐานลูกค้าอีกกลุ่มที่อาจจะคุ้นชินกับการขอข้อมูลจาก call center หรือคุ้นเคยกับการอ่านโบรชัวร์แนะนำผลิตภัณฑ์ เป็นต้น”

อย่างไรก็ตาม แม้จะยอมรับว่า ทำธุรกิจยุคนี้เหนื่อยไม่เบา แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาส อย่างที่ทราบประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นวัยที่ไม่เพียงให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ แต่ยังมีกำลังซื้อสูง ถ้าเชื่อมั่นสินค้าใดแล้วก็จะมี Brand Loyalty เพราะฉะนั้นมุ่ยเชื่อว่าธุรกิจเราตอบโจทย์ สำหรับอนาคต ผู้บริหารคนเก่งทิ้งท้ายว่า ยังมีแผนจะแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ และขยายแบรนด์ธุรกิจออกไปอีกแน่นอน แต่จะเป็นไลน์สินค้าตัวไหนนั้น คงต้องดูตามสภาพความเหมาะสมของตลาดด้วย