“ถ้าโลกใบนี้ไม่แตกไปซะก่อน ศาสตร์ของการบ่มไวน์จะยังอยู่ยงคู่โลกใบนี้ ดั่งที่เป็นมานับพันปี”

            นี่คือเสียงสะท้อนจากก้นบึ้งหัวใจของมีมี่-สุวิสุทธิ์ โลหิตนาวี ลูกสาวคนเล็กแห่งไร่กรานมอนเต้ ต่อผลกระทบจากกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่กำลังถูกดิสรัปชั่นอย่างหนักหน่วง

นับเป็นการเปิดฉากการสนทนาที่เปี่ยมไปด้วยรสชาติ ราวกับนำฉากไคลแมกซ์ของหนังสักเรื่องมาเปิดดูก่อน แล้วค่อยฉายภาพกลับไปดูตอนต้น ทว่า มันก็ทำให้การสนทนาครั้งนี้ออกรสชาติขึ้นอย่างบอกไม่ถูก

เสน่ห์ของไวน์ คือ การรอคอยเวลาที่เหมาะสม

เพราะได้มีโอกาสไปทัวร์ไร่กรานมอนเต้ โดยมีมีมี่รับหน้าที่เป็นไกด์กิตติมาศักดิ์ พาชมไร่และกรรมวิธีการผลิตไวน์มาก่อนหน้านี้ พอได้ฟังเธอบอกเล่าถึงคุณค่าแห่งการรอคอยไวน์รสดีสักขวดด้วยแววตาเป็นประกาย ถึงเข้าใจความรู้สึกของเธอเป็นอย่างดี เพราะขนาดได้ฟังเรื่องราวเส้นทางการเดินทางของไวน์แต่ละขวดเวอร์ชั่นย่อก็ยังต้องคารวะให้กับกระบวนการผลิตที่ไม่ง่ายเลย ซึ่งโดยธรรมชาติของไร่องุ่น จะเก็บองุ่นสำหรับทำไวน์ได้เพียงปีละครั้ง (ราวปลายเดือนม.ค.-ก.พ.) เพื่อระดับน้ำตาลที่ถูกต้องและองุ่นที่มีคุณภาพ จากนั้นจึงนำมาเข้าสู่กระบวนการบ่มไวน์ไว้ในถังสเตนเลสและถังโอ๊ก ซึ่งนำเข้าจากทั้งจากฝรั่งเศส อเมริกา และฮังการีเพื่อเพิ่มความซับซ้อนให้กลิ่นและรสของไวน์ แต่ละถังมีอายุการใช้งาน  5 ปีก็ต้องปลดเกษียณ โดยถังโอ๊คแต่ละใบจะมีขนาดต่างกัน ถ้าเป็นถังเล็กเนื้อไวน์จะได้สัมผัสพื้นผิวเยอะ และถ้าเป็นถังโอ๊คใหม่ ช่วงปีแรกๆ กลิ่นโอ๊กจะแรงมาก จนเข้าสู่ปีที่ 2-3 กลิ่นจะสมูทขึ้น โดยถังโอ๊คเหล่านี้ต้องเก็บในห้องที่มีอุณหภูมิ 18 องศาเซลเซียส เพื่อให้ถุงโอ๊กมีความชื้นอยู่เสมอ จะได้ไม่แห้งจนหดตัวและแตก

ด้วยกระบวนการที่ต้องอาศัยความเอาใจใส่บวกกับเวลาที่ต้องทุ่มเทกว่าจะได้ไวน์รสดีออกมาแต่ละขวด ทำให้มีมี่มั่นใจเหลือเกินว่า ต่อให้เทคโนโลยีจะสร้างแรงกระเพื่อมให้กับโลกธุรกิจขนาดไหน แต่มีมี่เชื่อว่าสำหรับธุรกิจไวน์ แรงกระเพื่อมนี้กลับไม่รุนแรง  

“ถ้าโลกใบนี้ไม่แตกไปซะก่อน ศาสตร์ของการบ่มไวน์จะยังอยู่ยงคู่โลกใบนี้ ดั่งที่เป็นมานับพันปี เราปลูกองุ่น เอาผลองุ่นมาทำไวน์ ด้วยการแปลงน้ำตาลในองุ่นมาเป็นแอลกฮอล์ ใช้เวลาเป็นปีๆ ถามว่า ถ้าจะนำเทคโนโลยีมาเราเร่งกระบวนการในการแปลงน้ำตาลให้เร็วขั้นได้มั้ย ก็อาจจะเป็นไปได้ แต่มี่คิดว่าคงไม่ได้มีใครต้องการให้สิ่งเหล่านี้เกิด เพราะสุดท้ายคุณค่าในขวดไวน์จะหายไป”

อย่างไรก็ตาม มี่มองว่าสิ่งที่จะเปลี่ยนไป คือ บริบทรอบๆธุรกิจไวน์  เช่น ธุรกิจการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง การทำการตลาด ตลอดจนการซื้อ-ขายสินค้า

“เราไม่ได้อยู่ที่จุดศูนย์กลางของการเปลี่ยนผ่านก็จริง แต่เราได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยี ทำให้เรามีเครื่องมือเข้ามาช่วยให้สามารถทำการตลาดง่ายขึ้น สื่อสารกับลูกค้าได้ง่ายขึ้น โดยที่แก่นของสินค้าไม่เปลี่ยน” มีมี่สะท้อนมุมมองอย่างน่าสนใจ ก่อนจะพาย้อนวันวานไปสู่จุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอเข้ามาสานต่อธุรกิจครอบครัวเต็มตัว

ลูกไม้ใต้ต้นที่บ่มเพาะจนเป็นไวน์รสเลิศ

แม้จะไม่ได้ร่ำเรียนด้านไวน์มาโดยตรงแบบพี่สาว (นิกกี้-วิสุตา โลหิตนาวี) แต่ก็มีสายเลือดของไวน์เลิฟเวอร์อยู่ในตัว เพราะนอกจากจะเห็นไวน์เป็นเหมือนหนึ่งในสมาชิกของครอบครัวตั้งแต่จำความได้ อายุแค่ 10 ขวบเธอก็วิ่งเล่นอยู่ในไร่องุ่นไวน์ของครอบครัวแล้ว ด้วยความผูกพันที่ค่อยๆถักทอ เปรียบดั่งถังโอ๊คชั้นดีที่ค่อยๆบ่มไวน์ให้ได้รสกลมกล่อม จนวันนี้ มีมี่ พร้อมแล้วที่จะนำความรู้ ความรัก และความผูกพันต่อไวน์ที่มีมาเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการสร้างชื่อ เสริมความแข็งแกร่งให้อาณาจักรกรานมอนเต้ก้าวไปอีกขั้น  

หลังจากเรียนจบด้าน Liberal arts จาก Wheaton College ที่สหรัฐอเมริกา มีมี่ตัดสินใจปูทางสายอนาคตของตัวเอง ด้วยการหาประสบการณ์ทำงานนอกบ้านอยู่หลายปี ก่อนจะตัดสินใจเข้ามาช่วยครอบครัวสานต่อธุรกิจอย่างเต็มตัว เมื่อ 3 ปีก่อน

“เราเริ่มปลูกองุ่นต้นแรกตอนปี 1999 ตอนนั้นมี่อายุประมาณ 10-11 ขวบ เราก็ช่วยงานในไร่เล็กๆน้อยมาตลอด จนเพิ่งมาทำเต็มตัวเมื่อปี 2016 โดยตำแหน่งของมี่คือ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ดูแลด้านมาร์เกตติ้ง พีอาร์ เอ็กซ์พอร์ต เซลล์ วางแผนธุรกิจ และอีกหลายอย่าง (หัวเราะ) เพราะในที่สุดแล้ว ด้วยความที่เป็นธุรกิจครอบครัว เราก็ต้องช่วยกันทำทุกอย่าง จนช่วงที่เรียนจบกลับมาทำงานนอกบ้าน เราก็ยังอยู่กับงานของที่บ้านมาตลอด ไม่ว่างานฟูลไทมส์คืออะไร เราก็ยังเป็นส่วนหนึ่ง (หัวเราะ) ซึ่งไร่ก็โตขึ้นเรื่อยๆ มีคุณพ่อคุณแม่และนิกกี้ดูแลอย่างเต็มที่มาตลอด จนวันหนึ่งคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะกลับมาช่วยที่บ้าน” สาวสวยบอกเล่าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ก่อนเสริมถึงที่มาของไร่กรานมอนเต้ ซึ่งหลายคนรู้แล้วอาจแปลกใจ

“จริงๆ จุดเริ่มต้นของไร่นี้ เริ่มจากคุณพ่อท่านมองหาที่ดินที่เขาใหญ่เพื่อทำบ้านพักตากอากาศ จนมาเจอที่ดินผืนนี้ ตอนแรกเราไม่ได้คิดว่าจะซื้อผืนใหญ่ขนาดนี้ แต่ปรากฏว่าเจ้าของที่ไม่แบ่งขาย ต้องซื้อทีเดียว 50 ไร่ ตอนนั้นครอบครัวเราก็คิดหนักว่า ที่ดินขนาดนี้จะซื้อมาทำอะไรดี เราก็เริ่มคิดง่ายๆจากสิ่งที่เราชอบว่า ชอบดื่มไวน์ งั้นปลูกองุ่นไวน์ซิ พอได้ผลผลิตมา คราวนี้จะทำอะไรต่อ ก็ต้องทำไวน์ ซึ่งจากไอเดียวันนั้นได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของกรานมอนเต้ที่ครบวงจรในวันนี้”

บิ๊กโปรเจกต์ของครอบครัว


คุณสกุณา คุณวิสุทธิ์ คุณสุวิสุทธิ์ โลหิตนา

มีมี่ยังบอกเล่าด้วยว่า ด้วยความที่คุณพ่อชอบดื่มไวน์มาก จึงเป็นที่มาของเรื่องตลกที่คุณพ่อมักเล่าให้ฟังเสมอว่า ตัวเองชอบไวน์ แต่ดันไปเรียนต่อด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่เยอรมนี ซึ่งเป็นเมืองเบียร์ (หัวเราะ) ส่วนตัวมี่เองตั้งแต่จำความได้ ทุกมื้ออาหารเย็นจะเห็นคุณพ่อคุณแม่ดื่มไวน์ตลอด เราเองก็มีแอบชิมบ้าง จนตอนนี้แยกไม่ออกแล้วว่าเส้นแบ่งระหว่างช่วงดื่มไวน์กับไม่ดื่มไวน์อยู่ตรงไหน (หัวเราะ)”

 ด้วยความที่ไวน์เป็นส่วนหนึ่งของบ้านเรามาตลอดนี้เอง ทำให้พอคิดว่าจะทำไร่องุ่นไวน์ สมาชิกทุกคนในบ้านจึงแฮปปี้มากๆ เพียงแต่ที่ไม่คาดคิดคือ จากที่จะเป็นโครงการชิลๆ ทำบ้านพักตากอากาศ กลายเป็นบิ๊

โปรเจกต์หลังเกษียณของคุณพ่อ

“ช่วงซื้อไร่เป็นช่วงที่คุณพ่อกำลังวางแผนหลังเกษียณ อยากหาอะไรทำ ไปๆ มา พอเกษียณเต็มตัวมาทำงานที่ไร่ คราวนี้ต้องทำเต็มตัว กลายเป็นฟูลไทมส์จ็อบ 24 ชั่วโมง เพราะในที่สุด การทำเกษตรเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน จุกจิก เป็นความรู้แบบเฉพาะทางมากๆ เราเริ่มจากศูนย์ เรียนรู้มาเรื่อยๆ ทำไปเรียนรู้ไป หาความรู้เอง ซึ่งคุณพ่อกับนิกกี้จะโฟกัสเรื่องไร่เป็นหลัก จนวันนี้ มี่ว่าคนที่มีความรู้แบบจริงๆเต็มที่ เรื่องการปลูกองุ่นไวน์ และการทำไวน์แบบจริงจังเท่าบ้านเรา”

สำหรับมีมี่เอง ตอนที่คิดว่าจะกลับมาช่วยงานที่ไร่ เธอไม่ได้เจาะจงว่าต้องเข้ามาดูแลในส่วนไหน แต่เลือกเข้ามาเติมเต็มส่วนที่ยังต้องการกำลังเสริม

“มี่แค่เอาตัวเราไปใส่ในช่องว่างที่ธุรกิจต้องการ ด้วยความที่เราเป็นธุรกิจที่มีความเฉพาะ เรื่องการสื่อสาร ภาษาเป็นสิ่งสำคัญ เพราะสินค้าที่เรานำเสนอมีความละเอียดอ่อน คนที่จะนำเสนอสินค้าอย่างไวน์ได้ ต้องรู้จักและคลุกคลีกับไวน์ประมาณหนึ่ง สามารถสื่อสารกับพาร์ทเนอร์รายใหญ่ๆได้ ซึ่งมี่มองว่าการจะหาคนมาเสริมส่วนนี้ยาก เราเลยเข้ามาช่วยโฟกัสในส่วนนี้ ซึ่งแต่ก่อนถ้าไม่นิกกี้ ก็คุณพ่อหรือคุณแม่ที่ต้องหมุนเวียนมาช่วยกันดูแล”

สำหรับเป้าหมายที่อยากเห็นในธุรกิจนี้ มีมี่หยุดนิ่งเพื่อขบคิดสักครู่ ก่อนจะเผยว่า “นี่ก็เป็นคำถามที่เราต้องตอบตัวเองว่าในอนาคตเราต้องการอะไร ใครๆอาจจะบอกว่าธุรกิจก็ต้องการเติบโต ก็ถูกต้อง แต่ว่าจะเติบโตไปทางไหน ในฐานะผู้ผลิตไวน์ เพิ่มวอลุ่ม จะอยู่ตลาดพรีเมี่ยมแล้วขยายให้ใหญ่ขึ้น หรือ ลงไปเล่นตลาดแมสด้วย หรือ จะเราเติบโตในมุมที่ไม่มองตัวเองเป็นแค่ผู้ผลิตไวน์หรือคนขายไวน์ แต่มองว่ากรานมอนเต้ เป็นผู้ให้ประสบการณ์ ความลักชัวซ์รี่ สุนทรี บริการที่เกี่ยวกับไวน์ เพราะเราไม่ได้มีแค่ไวน์ แต่เรามีโรงแรม ร้านอาหาร ตอนนี้เราเองยังไม่ตกผลึก เพราะเราต้องเลือกสิ่งที่เป็นได้ที่สุด และดีที่สุดสำหรับกรานมอนเต้ มี่ว่าเราต้องคุยกันไปอีกสักพัก”

บริหารธุรกิจแบบคนกันเอง “พ่อแม่ลูก”

ถามถึงการทำงานในธุรกิจครอบครัวเป็นอย่างไร มีมี่ ตอบอย่างอารมณ์ดีว่า บริษัทของเรามีบอร์ด 4 คน มีคุณพ่อเป็น CEO  คุณแม่ เป็น President นิกกี้เป็น GM ของสถานที่และ Director of Oenology ส่วนตัวเธอเป็นไดเรกเตอร์ด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์


นิกกี้ วิสุตา โลหิตนาวี ผู้บริหารและไวน์เมกเกอร์คนเก่ง

“บอร์ดทั้งสี่คนเราต้องมาประชุมร่วมกันตลอด ส่วนใหญ่เราจะไปประชุมที่เขาใหญ่ เราพยายามให้เป็นมืออาชีพที่สุด ทุกคนเป็นบริหาร มีความรู้ ประสบการณ์ เซ็นต์การทำงานของตัวเอง เราพยายามเอาสิ่งนั้นเป็นตัวหลักในการประชุม เวลาประชุม มี่ยังได้รับหน้าที่พิเศษเป็นเลขาการประชุม คอยจดรายงานการประชุมมินิทด้วย เพราะพิมพ์เร็วที่สุด เวลาประชุมก็มีบ้างที่เราจะเห็นแตกต่างกัน แต่ไม่ถึงกับเห็นตรงข้ามแบบ 100% เพราะฉะนั้นเราจะพยายามหาตรงกลาง หรือไม่ก็ใช้เหตุผลเพื่อให้คนอื่นคล้อยตาม (ยิ้ม)”

ไม่รู้ฉัน ไม่รู้จักเธอ       

ในฐานะสาวน้อยที่ไม่ใช่แค่เติบโตมาในครอบครัวที่รักไวน์ แต่ยังเป็นเจ้าของไร่องุ่นไวน์ มีพี่สาวเป็นไวน์เมกเกอร์คนแรกของไทย มีหรือเธอจะไม่หลงใหลในไวน์ เพียงแต่ความหลงใหลในสไตล์มีมี่กลับแตกต่าง เพราะเธอ มองไวน์เป็นศิลปะที่พาให้ไปค้นพบอะไรใหม่ๆ 

“เวลาดื่มไวน์ มี่ไม่ได้รู้ด้านเทคนิคเท่านิกกี้ ไม่ใช่แค่ดมกลิ่นก็รู้เลยว่าไวน์นี้บ่มจากองุ่นพันธุ์อะไร ซึ่งนิกกี้เองก็บอกว่าไม่ต้องรู้หรอก เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือ เรารู้ว่าเราชอบไวน์นี้ แล้วเอ็นจอยกับสิ่งที่ตัวเองชอบก็พอ สำหรับมี่ไวน์คือสิ่งที่มีกลิ่น รสชาติ ที่ดึงดูดเรา ไวน์แต่ละขวดมีเรื่องราวมากมายอยู่ในนั้น เหมือนเราอ่านหนังสือ หรือไปเดินดูงานศิลปะ เจ้าของผลงานสามารถสื่อได้ว่าเบื้องหลังผลงานนั้นเขาคิดอะไรอยู่ซึ่งบางครั้งเราอาจจะรู้ผ่านข้อความที่อธิบายไว้ หรือ บางครั้งก็อาศัยการคาดเดาของเราเอง ซึ่งไม่มีถูกไม่มีผิด 100% เป็นเหมือนการสนทนาระหว่างคนดูกับศิลปะชิ้นนั้น เรากับไวน์หนึ่งขวดที่วางอยู่ตรงหน้าก็เช่นเดียวกัน” มีมี่ทิ้งท้ายพร้อมโปรยยิ้ม

แล้วคุณล่ะ คิดว่าสุนทรียภาพในการดื่มไวน์อยู่ตรงไหน?