ข้าวเหนียวมะม่วง, ข้าวเหนียวทุเรียน, ชามะตูม, กลิ่นโคลนสาบควาย, ใบมะม่วง, เทียนอบ, ส้มโอ, กฤษณากำยาน น้ำตาลทรายแดงเคี่ยว ฯลฯ – – ชื่อไทยคำคุ้นหู แต่จะยิ่งสะดุดหูและดึงความสนใจได้มากขึ้นเมื่อรู้ว่านี่คือ…กลิ่นของน้ำหอม เป็นกลิ่นน้ำหอมภายใต้แบรนด์ Butterfly Thai Perfume โดยเกิดจากการหยิบเอาวัตถุดิบจากธรรมชาติที่บ่งบอกถึงความเป็นไทยได้ชัดเจน นำมาใส่จิตนาการและเรื่องราว เพื่อสร้างสรรค์ออกมาเป็นกลิ่นน้ำหอมที่แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ 

สุชิน แก้วอุดร เจ้าของแบรนด์ ไม่เพียงแต่เป็นคนที่เปี่ยมไปด้วยจินตนาการ แต่ยังรวมถึงมีความคิดสร้างสรรค์ และมีวิสัยทัศน์ ในการมองสิ่งที่คนอื่นอาจจะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้ อย่างที่เขาพิสูจน์แล้วในวันนี้ ด้วยการนำพาแบรนด์ Butterfly Thai Perfume น้ำหอมไทยเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในระดับที่น่าพอใจ   

ต้องฉีกแนวหยุดนิ่งคงไม่ได้’

จริง ๆ ผมเรียนเกี่ยวกับช่างโยธามา ที่ผ่านมาก็เคยทำออกแบบบ้าน เป็นดีไซน์เนอร์ออกแบบเสื้อผ้าอยู่ประมาณ 6 ปี ตอนนั้นทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย เรื่องทำแบรนด์น้ำหอมไม่เคยคิดว่าจะทำ หลัก ๆ อยากทำแบรนด์เสื้อผ้ามากกว่า แต่ทำเสื้อผ้าต้องใช้เงินเยอะอยู่ ก็เลยต้องมองหาธุรกิจใหม่ เป็นที่มาของการทำน้ำหอม ตอนแรกก็ทำแจกเพื่อน แต่กว่าจะสร้างคอนเซ็ปต์เป็นรูปเป็นร่างได้ ก็นานอยู่ เพราะผมตั้งใจอยากทำน้ำหอมที่ให้ทุกคนมีความสุขในการใช้น้ำหอม อยากจะให้เป็นสิ่ง ๆ หนึ่งที่คนหยิบขึ้นมาแล้วใช้ทุกวัน และรู้สึกประทับใจในการใช้ ตอนนี้ทำมา 8 ปีแล้วครับ โดยรวมถือว่าเป็น 8 ปีที่โตขึ้นเรื่อย ๆ มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรเยอะทีเดียว ตั้งแต่ระบบการผลิตจนถึงการขาย เราจะวางแผนว่าใน 5 -10 ปีแบรนด์เราจะโตไปยังไง ต้องเดินไปทางไหน เพราะมีคนเริ่มทำตามเราแล้ว เราจะต้องฉีกแนวไปแบบไหน  หยุดนิ่งไม่ได้  เมื่อก่อนเราอาศัยถาดใบเดียวแล้วก็ยืนแจกเทสเตอร์กับน้อง ๆ บางทีก็งงเหมือนกันว่าเรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง เราไม่ได้อยากขายน้ำหอม แต่อยากให้คนรู้ว่าน้ำหอมเรามีที่มายังไง ทำไมต้องเป็นกลิ่นข้าวเหนียวมะม่วง เราได้แรงบันดาลใจมากจากไหน แค่นั้นเอง น้ำหอมของเราเริ่มจากการบอก การพูดคุยกับลูกค้า ทุกวันนี้ผมจะบอกน้อง ๆ เสมอ ลูกค้าไม่ใช่ลูกค้า แต่เป็นพี่เป็นน้องเรา แล้วเราจะมอบสิ่งดี ๆ  ให้เขาได้ยังไงในการแจกเทสเตอร์ เมื่อก่อนผมยืนแจกเทสเตอร์จนเพื่อนเลิกคบเลยนะ (ยิ้ม) เพื่อนบอกทำงานอย่างนี้ได้ไง ผมว่ามันก็สนุกดี วันหนึ่งยืนแจกประมาณ 4 – 5 ชั่วโมง บางทียืนแจกทั้งวันก็มี ทุกวันนี้เวลาถึงช่วงเทศกาลหรือปีใหม่ ก็ยังไปยืนแจกให้ลูกค้าครับ

จินตนาการสู่การสร้างกลิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ

ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด เห็นพืชพันธุ์สมุนไพรหลาย ๆ อย่าง คนส่วนมากจะมองข้ามไป แล้วกรรมวิธีการทำน้ำอบสมัยโบราณมีมูลค่ามาก อย่างต่างประเทศ ญีปุ่นเขาบอกว่าวัฒนธรรมเขามีมูลค่าประเมินค่าไม่ได้ แล้วของไทยจะมีไหม เป็นคำถามที่เราคิดมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งของเราก็มีมูลค่านี่ แล้วเราสามารถสร้างมันได้ไหมล่ะ ผมเริ่มศึกษาเรื่องสมุนไพร ย้อนไป 8 ปีที่แล้วคุยกับเพื่อนเล่น ๆ ว่าเราสามารถเอากลิ่นพวกนี้ใส่ลงขวดแล้วไปขายเมืองนอกได้หรือเปล่า เพื่อนบอกบ้าไปแล้ว  แต่ผมก็เริ่มลงมือตั้งแต่วันนั้น ศึกษาเรื่องสมุนไพร ศึกษาเรื่องจุดแข็ง เราจะเอาอะไรไปขาย  เราจะสร้างแบรนด์ยังไง  แล้วแบรนด์ควรจะชื่ออะไรดี  กว่าจะตกผลึกได้ ก็เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะขั้นตอนในการทำละเอียดอ่อน และต้องคิดหลายแง่หลายมุมด้วย โชคดีที่เคยทำเสื้อผ้ามาก่อน เลยพอจะรู้ว่าการสร้างแบรนด์ ๆ หนึ่งต้องเริ่มยังไง  ต้องคิดรอบด้านเลยทีเดียวครับ เราเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ทำน้ำหอมไทย ที่ตอนนี้อาจจะมี 20 เปอร์เซ็นต์ของคนไทยที่รู้จัก อาจจะไม่มากเท่าไหร่ แต่เราเอาจุดแข็งของเรามาสู้ จุดแข็งมาจากวัฒนธรรมที่มีอยู่ในเมืองไทย เช่น เอาข้าวเหนียวมะม่วง เอาต้มยำกุ้งที่คนต่างชาติรู้จักมาทำเป็นกลิ่น  มองจากสิ่งที่คนอื่นอาจจะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ แล้วพยายามสร้างให้มันเป็นไปได้ด้วยความคิดบวกของเรา ปัจจุบันเรามีทั้งหมด 23 กลิ่น แต่ละปีจะมีแรงบันดาลใจจากลิ่นในแต่ละที่ ๆ เราเดินทางไป กลิ่นของ Butterfly เกิดจาการเดินทางในเมืองไทย แล้วเอาความประทับใจต่าง ๆ มาแปลงเป็นกลิ่น เช่น  กลิ่นข่าเราได้แรงบันดาลใจมากจากการทำต้มยำกุ้ง กลิ่นใบมะม่วงก็ได้แรงบันดาลใจมากจากใบเนียม กลิ่นที่คิดขึ้นมาลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนไทย 40 เปอร์เซ็นต์ คนต่างชาติ 60 เปอร์เซ็นต์ กลิ่นไม้กฤษณา กลิ่นกุหลาบมอญ กลิ่นโคลนสาบควายจะขายดี

ไม่ได้ขายน้ำหอม แต่ขายแรงบันดาลใจ ‘

ผมว่าทุกสิ่งทุกอย่างถ้าคิดว่ายาก มันก็ยาก แต่เพราะเราพยายามคิดว่าจะทำยังไงให้มันเกิดความต่างได้ ทำยังไงให้จุดแข็งกลายเป็นจุดขายได้ แล้วเราจะขายให้ใคร หรือใครต้องมาซื้อเรา คนไทยส่วนมากจะติดแบรนด์เนม น้ำหอมต้องแบรนด์เนม เราจะทะลายเกราะตรงนั้นก็ยากเหมือนกัน  เราไม่ได้ขายน้ำหอมนะครับ แต่เราขายแรงบันดาลใจ ขายความคิด ขายวัฒนธรรม ขายความภูมิใจของคนที่ได้ซื้อกลับไป โดยเราเริ่มจากน้ำหอม อนาคตข้างหน้า butterfly อาจจะมีเสื้อผ้า มีเครื่องนอน มีเครื่องหอม โลชั่น สบู่ ก็ได้ ผมเป็นคนช่างสังเกตุ ช่างอ่าน จะมีความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เก็บมาผสมกันกลายเป็นงานเราได้หมดเลย การทำน้ำหอมต้องมีองค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง ไม่ใช่แค่นักปรุงกลิ่น เอากลิ่นมาแล้วก็มิกซ์ ๆ ๆ แต่ต้องมีแรงบันดาลใจ เราจะเอากลิ่นมามิกซ์กับการทำกับข้าว การดึงความสไปซี่จากกลิ่นข่าได้มายังไง ก็มาจากการทำกับข้าว เอามาทำเป็นกระบวนการทำน้ำหอม สนุกครับ เพราะได้คิดตลอด ได้คิดเรื่อย ๆ  ผมคิดว่าเกิดจากเราไม่อยากเหมือนคนอื่น เราอยากมีความแตกต่างและความพิเศษจากคนอื่น

ทุกอย่างคือบททดสอบและประสบการณ์ ‘  

ผมมองว่าทุกครั้งที่ก้าวเดิน ถ้าเราคิดว่ามันยากลำบาก มันก็จะยากลำบากทุกก้าว แล้วด้วยเนื้องานของเรามันยาก  มีสิ่งที่ท้าทายให้ทำตลอดอยู่แล้ว เลยรู้สึกว่าไม่มีช่วงไหนที่ยากหรือลำบาก เพราะเราทำด้วยความสุขครับ ทุกครั้งที่ทำงานจะคิดเสมอว่า เราจะทำน้ำหอมดี ๆ ให้คนใช้ได้ยังไง ก็เลยไม่รู้สึกลำบากในทุกขั้นตอนที่ผ่านมา หรือแม้แต่เส้นทางโอกาสข้างหน้าจะเป็นยังไงก็ตาม อาจจะเริ่มต้นจากความยาก แต่ก็จะไม่คิดว่ามันยาก เพราะทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาคือประสบการณ์ เป็นบททดสอบที่เราจะก้าวข้ามผ่านไปได้ยังไง แค่นั้นเอง และผมไม่ได้คิดว่าเป็นความเหนื่อย เพราะทำงานด้วยความสุข ทำงานด้วยใจ น้ำหอมเราทุกขวดมีชีวิตนะครับ เพราะเราใส่จิตวิญญาณเข้าไปข้างใน ทุกขวดจะมีหัวใจเราอยู่ข้างใน เราไม่เคยเหนื่อย เพราะเป็นสิ่งที่เราชอบ สนุกกับมัน เวลาเจอลูกค้า ทุกคนยิ้มให้เรา เรามีความสุข ทุกครั้งที่มาเจอกันเราจะบอกเล่าเรื่องราวกับลูกค้าว่ามีกลิ่นอะไรบ้าง ไม่รู้สึกเหนื่อย

สิ่งที่คิดจะเกิดขึ้นได้  คือต้องลงมือทำ ‘

ด้วยความที่ผมมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้มันเป็นไปได้ มันก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะลงมือทำ และยังสามารถแตกย่อยไปได้เรื่อย ๆ  แต่สิ่งที่เราคิดจะเกิดขึ้นได้ ก็คือต้องลงมือทำ ถ้าคิดว่าทุกสิ่งบนโลกนี้เป็นไปได้ มันก็เป็นไปได้ ถ้าคิดว่าเป็นไปไม่ได้ มันก็เป็นไปไม่ได้ อันนี้ในความคิดผม แล้วการลงมือทำมันจะบอกเราได้ว่าแบบไหนใช่ แบบไหนไม่ใช่ หรือควรจะไปทางไหน แบรนด์เราถึงได้ก้าวผ่านหลาย ๆ อย่างมาถึงขนาดนี้ ซึ่งในการทำน้ำหอมแต่ละกลิ่น อย่างน้อยต้องเทสต์ 300-400 รอบ เหมือนคัดนางงาม เราจะคัดกลิ่นที่สมบูรณ์แบบที่สุด จาก 9 เหลือ 8 เหลือ 7 เหลือ 6 เหลือ 5 กว่าจะคัดเหลือ 1 คือยากเหมือนกัน  ในการทำน้ำหอมกว่าที่จะเดินมาถึงตรงนี้ได้ เราอาจจะเททิ้งไปประมาณ 3 – 4  ตันต่อกลิ่นแล้วก็ได้ เพราะมีของเสียเกิดจากข้อผิดพลาดเยอะมาก เช่น สูตรไม่ลงตัว เอสเซนเชียลออยล์ของแต่ละกลิ่น เรื่องเทคนิคการหมัก การกลั่น การเอาเม็ดพริกไทยมาโขลกยังไงให้ได้กลิ่น เพราะการทำน้ำหอมผมไม่ใช่เพอร์ฟูมเมอร์ที่เรียนมา แต่มันเกิดจากจินตนาการ และอาศัยประสบการณ์   เช่น กลิ่นจากการทำกับข้าว กลิ่นการอบผ้าสมัยโบราณ เอามาบวกกับการทำน้ำหอม เอาหลาย อย่างมารวมกันเป็นจินตนาการ ซึ่งคิดว่าไม่มีในห้องเรียน หลายคนอาจจะเรียนเพอร์ฟูมเมอร์มา แต่เราเอาหลาย ๆ อย่างมาผสมกันกลายเป็นองค์ความรู้ใหม่

ไม่หยุดนิ่งจินตนาการ สู่การพัฒนากลิ่น

แต่ละปีเราจะมีน้ำหอมแต่ละกลิ่นออกมา เช่น ปีนี้เราจะคอนเซ็ปต์ของผีมาเล่นเรื่องกลิ่น เช่น กลิ่นแม่นาคจะเป็นกลิ่นมะนาว กลิ่นกุมารทองอาจจะเป็นกลิ่นน้ำแดง เวลาคิดอะไรแบบนี้จะสนุกมาก และท้าทายดี การทำน้ำหอมของผม คิดว่าอีก 40 ปีผมอาจจะจากโลกนี้ไปแล้ว แต่เราจะตายยังไงให้คนจดจำ หรือให้คนได้รู้จักเรามากขึ้น สิ่งที่เราทำอาจจะเป็นรากฐานให้คนอื่นได้ทำตามต่อไปไม่มากก็น้อย ทุกคนจะรู้จักแต่น้ำหอมฝรั่งเศส แต่จะมีแบรนด์หนึ่งที่ทะลายเกราะ เป็นน้ำหอมไทย อยากให้คนที่มาเมืองไทยได้ซื้อน้ำหอมไทยกลับไปฝากที่บ้านบ้าง แค่นี้ก็ดีใจแล้ว อีกส่วนหนึ่งก็คือการที่เอาสมุนไพรไทยเข้ามาทำ ผมหวังว่าสักวันหนึ่งเกษตรกรที่ปลูกข้าว อย่างที่บ้านผมก็ทำนา สักวันหนึ่งเขาจะมีอาชีพปลูกเครื่องหอม เอามาสกัดเป็นน้ำมันเครื่องหอม ซึ่งที่บ้านเรามีเยอะอยู่แล้ว ให้มันมีมูลค่า ให้เกิดรายได้ภายในชุมชน หรือภายในประเทศ คือนอกจากการส่งออกข้าวอย่างเดียว เรายังมีสิ่งของที่ดีและมีมูลค่าอีกเยอะมาก แต่บางทีเราอาจมองข้ามมันไป ผมอยากให้คนกลับมามองใหม่ อยากให้คนกลับมาตีมูลค่าใหม่ อย่างน้อยเป็นการเริ่มต้นให้เกษตรกรรู้ว่า เขาไม่ได้มีแค่ข้าวที่สามารถทำเงินได้ เขายังมีเครื่องหอมที่บ้านเรามีเยอะมาก เรามีส้มเช้ง เรามีส้มซ่า ซึ่งเมืองนอกเขาไม่มี เราสามารถส่งออกของเหล่านี้โดยแปรเป็นผลิตภัณฑ์เป็นโปรดัคส์ได้ อนาคตผมหวังว่าวันหนึ่งผมตายไปบ้าน เราคงไม่ได้แค่ปลูกข้าวแล้วขายข้าวอย่างเดียว แต่มีเครื่องหอม มีสมุนไพรไทยกลายเป็นเครื่องหอมที่ดีที่สุดในระดับโลก

การทำธุรกิจ ต้องมีความเคารพคนอื่น ‘

วันนี้ถามผมว่าประสบความสำเร็จหรือยัง ผมว่ายัง แค่เราผ่านสเต็ปแรก ต้องขอบคุณหลาย ๆ คนที่เดินเข้ามา การทำธุรกิจตรงนี้ไม่ใช่แค่ทำน้ำหอม แล้วขายได้ ถ้าผมไม่มีน้อง ๆ ที่ยืนขายอยู่หน้าร้าน ไม่มีพี่ ๆ สื่อที่มาคุย ผมก็คงทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน การทำธุรกิจประกอบด้วยหลายอย่าง เริ่มจากหลาย ๆ ศาสตร์ มนุษย์สัมพันธ์เราดีไหม การขายของเรามีการยิ้มไหม การทำของแต่ละชิ้น เราใส่จิตวิญญาณ ใส่พลังเข้าไปมากขนาดไหน ถ้าเราขายของแต่เรายังหน้าบึ้งอยู่ ถึงผมจะทำของออกมาดีแค่ไหน ถึงผมจะเป็นเพอร์ฟูมเมอร์ระดับโลกแค่ไหน แต่ถ้าเราไม่ได้เคารพคนอื่น ไม่ได้รู้สึกรักคนอื่นจากหัวใจจริง ๆ เราไม่รู้สึกรักลูกน้อง ไม่รักลูกค้า เราก็จะไม่สามารถทำอะไรคนเดียวได้ครับ เคยมีคนสอนผมว่า ธุรกิจคือธุระที่ต้องร่วมกับคนอื่น ไม่ใช่ทำแค่คนเดียว ฉะนั้นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมา ผมจะทำคนเดียวไม่ได้ ต้องขอบคุณหลาย ๆ คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา แม้แต่คนที่ดูถูกเรา แม้แต่สิ่งที่เราก้าวผ่านมาด้วยความยากลำบาก หลักศาสนาพุทธอริยสัจ 4 จะช่วยได้เยอะมาก ต้องมีทั้งมนุษยสัมพันธ์ จิตวิทยา มีทั้งองค์ความรู้ใหม่ มีทั้งจินตนาการหลาย ๆ อย่าง เพื่อรวมกันเป็นหนึ่ง มันถึงจะก้าวผ่านตรงนั้นได้ และต้องอาศัยความอดทน ถ้าเกิดเราไม่มีความอดทน ก็คงก้าวผ่านไม่ได้เหมือนกันครับ ณ ไม่ใช่แค่การเรียนรู้เรื่องการทำน้ำหอม แต่เรายังต้องเรียนรู้การปกครองน้อง ๆ เรียนรู้ลูกค้า  เรียนรู้ในการอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ยังไง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตผมเกิดจากการเรียนรู้ และต้องเรียนรู้ที่จะปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นด้วย ถามว่าตอนนี้เราทำได้ดีมากขนาดนั้นหรือยัง ซึ่งมันก็ได้ดีในระดับหนึ่ง แต่อนาคตข้างหน้าก็ต้องทำให้เติบโตและดีมากขึ้นกว่าเดิม นี่คือสิ่งที่ยากเหมือนกัน การทำธุรกิจให้โตไม่ใช่แค่เก่งอย่างเดียว เราต้องทำงานร่วมกับคนอื่นให้เป็นด้วย

คนรุ่นใหม่อยากมีธุรกิจของตัวเอง ต้องตั้งใจจริง ‘

ก่อนจะมาถึงตรงนี้ พ่อแม่ผมก็ไม่ได้มีเงินมากมาย แต่อย่างหนึ่งที่ผมมีคือความตั้งใจ  มีความมุ่งมั่นที่จะทำมัน ถึงวันนี้ยังอาจจะเดินมาไม่ได้มากเท่าไหร่ ผมพยายามคิดว่าเราทำให้มันดีที่สุดในแต่ละวัน ก็พอแล้ว ฝากถึงคนรุ่นใหม่ที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ต้องเริ่มจากความตั้งใจจริง และก็ต้องมีความอดทน ต้องมีความแน่วแน่ในการตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน แต่ในการตั้งเป้าหมาย แค่นั้นยังไม่พอ มันขึ้นอยู่กับว่าคน ๆ นั้นจะมุ่งมั่นกับสิ่งนั้นแค่ไหน  มีความอดทนมากแค่ไหน  แล้วเขาจะมีมนุษยสัมพันธ์กับคนอื่นรอบ ๆ ข้างได้ยังไง อย่างเช่นเราทำน้ำหอม ถ้าเราไม่เรียนรู้จากคุณยายที่ทำน้ำอบน้ำปรุงได้ ถ้าคุณยายไม่สอน ผมก็ไม่มีความรู้ใหม่ ลูกค้าไม่เอาใบเนียมมาแนะนำ ผมก็ไม่มีความรู้ใหม่ เพราะความรู้ใหม่สิ่งใหม่ ๆ มันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ต้องมีมนุษยสัมพันธ์ เราไม่ได้เก่งบนโลกใบนี้คนเดียว  คน ๆ เดียวไม่สามารถสร้างหอไอเฟล หรือสิ่งใหญ่ ๆ บนโลกใบนี้ได้ ต่อให้เก่งแค่ไหน ถ้าเราเก่งคนเดียว มันก็ทำไมได้ ต้องมีองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างประกอบกัน   ธุรกิจคือธุระร่วมกับคนอื่นแล้วเราจะทำธุรกิจกับคนอื่นได้ยังไง เราจะอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ยังไง ต้องคิดให้รอบด้าน ต้องมองให้แตกฉาน คิดแล้วต้องลงมือทำด้วย ไม่ใช่คิดอย่างเดียว ลงมือทำแล้วก็ต้องมีความอดทนครับ นี่คือสิ่งสำคัญ

แบรนด์น้ำหอมไทย โดยคนไทย ที่ใส่จินตนาการ ความรัก และความตั้งใจลงไปในทุกกระบวนนับตั้งแต่วิธีคิด ล่าสุดการแตกแบรนด์ Butterfly Collection สำหรับส่งออกขายต่างประเทศโดยเฉพาะ กำลังจะเกิดขึ้น เมื่อเห็นความตั้งใจ บวกกับทัศนคติ ที่สุชิน แก้วอุดรเชื่อว่าอะไรก็เป็นไปได้ อย่างที่เขาบอกเรา “ถ้าเราเชื่อว่าเป็นไปได้ มันก็เป็นไปได้” จะเป็นอาวุธนำทางให้เขาพา Butterfly Thai Perfume เติบโตในอนาคตได้อย่างภาคภูมิใจต่อไป