หากคุณเป็นคนหนึ่งที่แค่เห็นชื่อ Bao and Bun ก็ชวนน้ำลายไหล เมื่อนึกถึงหน้าตาของ Bun (บัน) หรือซาลาเปาไต้หวันที่มองผ่านๆเหมือนลูกครึ่งระหว่างซาลาเปากับแฮมเบอร์เกอร์ ยิ่งชวนให้นึกถึงรสสัมผัสของแป้งนุ่มๆที่เข้ากันได้ดีกับตัวไส้ที่ผ่านการปรุงอย่างดี รับรองว่าคุณต้องอยากทำความรู้จักกับสาวน้อยมหัศจรรย์ เจ้าของชื่อเก๋ ชวนสะดุดหู เอเชีย-ลอออร ทองเกตุ อย่างแน่นอน เพราะเธอคนนี้ คือ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Bao and Bun ธุรกิจที่เธอกล้าพูดว่า “ปั้นมากับมือ” ตั้งแต่วันแรก

 

จากว่าที่คุณหมอสู่คนปั้นซาลาเปา

เพราะมีความฝันว่าอยากเป็นคุณหมอ หลังจากเรียนจบไฮสคูลที่เซี่ยงไฮ้ เธอจึงตัดสินใจเลือกเดินตามทางที่ฝัน แต่เพราะทางบ้านไม่อยากให้ลูกสาวคนเดียวต้องเคร่งเครียดกับการเรียนจนเกินไป จึงแนะนำให้เธอเลือกเส้นทางชีวิตสายใหม่

“ตอนแรกเอเชียติดหมอที่แคนาดาแล้ว แต่สุดท้ายไม่ได้เรียนเพราะคุณพ่อคุณแม่ไม่อยากให้เอเชียเหนื่อย อยากให้ทำในสิ่งที่มีความสุข พอเลี้ยงตัวเองได้ สุดท้ายเอเชียตัดสินใจเบนเข็มมาสอบเข้าคณะอักษรศาสตร์ ภาคอินเตอร์ จุฬาฯ เหตุผลที่เลือกเรียนที่ไทย เพราะเอเชียคิดว่าการมีเพื่อนและคอนเนกชั่นในเมืองไทยเป็นสิ่งที่สำคัญ (ซึ่งจนถึงวันนี้ เอเชียรู้สึกว่าตัวเองคิดถูกมากๆ) ก็เลยเลือกเรียนต่อที่ไทยก่อน พอเรียนจบก็ไปต่อปริญญาโทด้านเอ็มบีเอที่อังกฤษ”

หลังจากเรียนจบ เอเชียยอมรับว่า ในเวลานั้นเธอยังไม่ได้มองเห็นอนาคตของตัวเองว่าจะไปทางไหน คิดไว้แต่ว่าจะกลับมาหางานทำ เพื่อหาประสบการณ์ก่อน ถมยังไม่ได้คิดไปไกลจะกลับมาสานต่อกิจการของครอบครัวซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และเคเบิ้ลทีวี

“สมัยเรียนอยู่ที่อังกฤษ สิ่งที่เอเชียชอบ ทำแล้วมีความสุขมาก คือ การตระเวนไปชิมอาหารตามร้านอาหารต่าง ๆตั้งแต่ร้านสตรีทฟู้ดจนถึงมิชลิน ความจริงตั้งแต่อยู่ไทย ก็รู้ตัวแล้วว่าเป็นสายกิน มีเวลาชอบลองตระเวนไปตามร้านอาหารเปิดใหม่ แต่พอไปอังกฤษ คือ ชัดเจนกับตัวเองมากขึ้น มื้อไหนถ้าไม่ได้ทำอาหารกินเอง ต้องไปหาร้านอร่อย เรียกว่า คนอื่นเสียเงินไปกับการช็อปปิ้ง แต่เอเชียหมดเงินไปกับการกินอาหาร” เอเชียย้อนวันวานที่ความสุขยังอบอวล

 

เปิดใจฟู้ดดี้ตัวแม่

“อยู่ลอนดอน 1 ปี เอเชียว่ากินมาเกือบหมดทุกร้านของลอนดอนก็ว่าได้ กินมาแล้วทุกระดับ ตั้งแต่ข้างทางไปจนถึงร้านมิชลินสตาร์ที่หลายคนมองว่าเข้าถึงยาก หรือ ต้องจ่ายแพง แต่เอเชียไม่คิดอย่างนั้น เพราะเทคนิคของเอเชียคือ พยายามหาดีลที่เรารับได้ หรืออาจจะไปช่วง Lunch Set บ้างก็ได้ สำหรับเอเชียความสุขของการได้ไปเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในมื้ออาหาร เป็นความสุขแบบ Last Forever ที่เราสัมผัสได้ เวลาไปเที่ยวเมืองไหนก็ตาม เอเชียจะทำลิสต์ชื่อร้านอาหารที่ชอบของแต่ละเมืองหรือแต่ละประเทศเก็บไว้ เวลาเพื่อนๆจะไปไหน เอเชียก็จะส่งให้เป็นเหมือนลายแทงความอร่อย” ฟู้ดดี้ตัวแม่เผยถึงไลฟสไตล์ความชอบที่เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม

 

ข้อดีของความเป็นเด็ก คือ อะไรไม่คิดมาก

อย่างไรก็ตาม ถึงจะปวารณาตัวเป็นฟู้ดดี้ที่หลงใหลในโลกของอาหาร ถึงขนาดกล้าประกาศว่า “ราคาแพงแค่ไหนก็สู้” แต่เธอกลับไม่เคยมองภาพตัวเองว่า อยากจะทำอาชีพที่เกี่ยวข้องกับแวดวงอาหารเลยสักครั้ง  “อย่างที่บอกว่า ตอนเรียนจบโท เอเชียยังไม่ได้มีภาพในหัวว่าอนาคตจะทำอะไร ช่วงกลับมาไทยใหม่ๆ เอเชียว่างงานอยู่ 3 เดือน จนที่บ้านบอกว่าให้หางานทำได้แล้ว” เอเชียเล่าไปขำไป ก่อนจะเผยถึงเรื่องราวชีวิตที่ราวกับโชคชะตาลิขิตไว้ให้ต้องเดินมาเจอเส้นทางของตัวเอง

“ช่วงที่ว่างๆ มีอยู่วันหนึ่ง เอเชียขับรถผ่านตึกแถวริมถนนสุขุมวิท 33 ว่างอยู่ห้องหนึ่ง วินาทีนั้น รู้แต่ว่าเห็นตึกแถวห้องนี้แล้วชอบมาก เลยตัดสินใจไปขอเช่า ทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยว่าจะเช่ามาทำอะไร จำได้ว่าตอนนั้นเอเชียจ่ายค่าเช่าเปล่าๆอยู่ 2 เดือน ถึงมาปิ้งไอเดียว่าจะใช้ตึกแถวนี้เปิดร้านขายซาลาเปาสไตล์ไต้หวันที่เราชอบกินมาตั้งแต่อยู่อังกฤษ หลังจากเตรียมพร้อมตกแต่งร้านอยู่ไม่กี่เดือน ก็เปิดเลย”

ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยถามต่อ ดูเหมือนผู้บริหารสาวเก่งจะจับสัญญาณได้ว่า อีกฝ่ายกำลังมีคำถามในใจมากมาย เธอจึงค่อยๆสลายคำถามที่คิดว่ายังอธิบายไม่กระจ่างทีละปม “เอเชียว่านี่คงเป็นข้อดีของการเป็นเด็กทำให้เราตัดสินใจอะไรได้โดยไม่คิดมาก ตั้งแต่เช่าตึก จนคิดว่าจะปั้นซาลาเปาขาย ถามว่าทำไมต้องเป็นซาลาเปา อย่างที่บอกว่าเราเป็นสายกิน ตั้งแต่อยู่อังกฤษ เราชอบไปกินซาลาเปาอยู่ร้านนึง เป็นร้านข้างถนนเจ้าของเป็นชาวไต้หวัน กินไปกินมาจนสนิท พอกลับมาอยู่เมืองไทย เรานึกถึงรสชาติของซาลาเปาที่เคยกิน ก็ลองหัดทำ อันนั้นสงสับก็ขอคำแนะนำจากเขา ไปลงเรียนคอร์สทำอาหาร เอเชียเริ่มฝึกจากการทำแป้งก่อน พอได้แล้ว ค่อยขยับไปทำไส้ ทำจนถึงระดับที่เพื่อนชิมแล้วอร่อย เลยเชียร์ให้เปิดร้านขาย”

 

เรื่องเล่าจากเข่งซาลาเปา

เอเชีย ฉายภาพความทรงจำถึง Bao and Bun ในเวลานั้นว่า เริ่มจากห้องแถว 1 ห้องเล็กๆ อาศัยช่างรับเหมาของที่บ้านมาช่วยตกแต่งร้านแบบง่ายๆ มีเพียงเคาน์เตอร์ และ โต๊ะเพียงไม่กี่ตัว ทั้งร้านมีพนักงาน 2 คน คือ เอเชียรับบทเป็นแม่ครัว มีหน้าที่ปั้นแป้งและปรุงไส้ซาลาเปา ซึ่งในเวลานั้นมีเพียงไส้เดียวคือ Original Pork Bao ส่วนพนักงานอีกคนของร้าน ไม่ใช่คนอื่นคนไกลแต่เป็นแม่บ้านที่บ้านที่ถูกขอยืมตัวมาช่วยขาย

“ช่วงที่เปิดร้านใหม่ๆ ถึงจะเหนื่อย แต่มีความสุขมาก ตื่นตั้งแต่ตี 3 ทุกวัน ทั้งนวดแป้ง ปั้นแป้ง ทำไส้  กว่าจะเปิดร้านก็ 10 โมง ทำจนถึง 2 ทุ่ม โชคดีที่เปิดมาแล้วลูกค้าตอบรับดี ขายดีกว่าที่คิดมาก จนบางครั้งรู้สึกว่าไม่อยากให้ลูกค้าเยอะเกินไป” เอเชียเล่าอย่างติดตลก ก่อนจะสารภาพตามตรงว่า “ตอนแรกที่เปิดร้าน เอเชียกะว่าเปิดไม่นานก็ปิด แต่จนถึงวันนี้ 4 ปีแล้ว จริงๆ ตอนแรกที่เปิดทางบ้านก็ไม่สนับสนุนเท่าไหร่ เพราะเขาไม่อยากให้เราทำธุรกิจอาหาร เนื่องจากคุณแม่และญาติๆที่ไปเรียนอังกฤษล้วนเคยผ่านประสบการณ์ทำงานในร้านอาหารมาแล้ว เขารู้ดีว่า ธุรกิจนี้ให้ไป 100 ไม่มีทางได้กลับมา 100 แถมยังเหนื่อย มีปัญหาให้แก้ทุกวัน”

สิ่งที่ทำให้ Bao and Bun เติบโต และ กลายเป็นร้านโปรดของใครหลายๆคน เอเชียเชื่อว่า เป็นเพราะเธอใช้หัวใจเป็นตัวขับเคลื่อน ที่สำคัญคือ เริ่มต้นธุรกิจแบบเล็กๆ ใช้เงินลงทุนไม่มาก ทำให้แค่ปีแรกก็สามารถคืนทุนได้ทั้งหมด

“ธุรกิจอาหารเป็นธุรกิจที่มีเสน่ห์ เข้ามาแล้วออกยาก แต่ก็อยู่ยากเช่นกัน เอเชียคิดว่า ถ้าจะให้ธุรกิจอาหารอยู่ได้ ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง อย่าง Bao and Bun เราอาศัยรับงาน Catering และส่งให้โรงแรมชั้นนำด้วยไม่ได้พึ่งหน้าร้านอย่างเดียว ทุกวันนี้ Bao and Bun สาขาแรกที่สุขุมวิท 33 ก็ไม่อยู่แล้ว เราย้ายมาอยู่ที่ชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซี ส่วนตึกแถวที่สุขุมวิท33 เราแปลงโฉมเป็นค็อกเทลบาร์สไตล์ชื่อ Dim Dim ซึ่งเอเชียก็ยังเป็นหุ้น รวมถึงเป็นหุ้นส่วนในบาร์อีกหลายแห่งของกรุงเทพฯ รวมทั้งร้านอาหารเช้าที่มาเก๊า”

 

เช้านี้ไปเจอกันที่มาเก๊า

ใครที่ติดตามข่าวสารจะรู้ดีว่า ในปี 2561 องค์การยูเนสโกได้ยกระดับให้มาเก๊า เป็นเมืองแห่งศิลปะและวัฒนธรรมด้านอาหาร “Creative City of Gastronomy” สืบเนื่องมาจากมาเก๊ามีวัฒนธรรมที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมจีน โปรตุเกส ทำให้มีความผสมผสานกันอย่างกลมกลืน จนถ่ายทอดมาสู่อาหารและเป็นที่โด่งดังขยายวงกว้างไปทั่วทุกมุมโลก ในฐานะคนในวงการอาหารนี่ถือเป็นโอกาสทองที่ไม่อาจมองผ่าน นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เอเชียลัดฟ้าไปร่วมลงทุนเปิดร้านอาหารเช้า “Common Table” ที่มาเก๊า

“ก่อนหน้าที่จะเปิดร้านที่มาเก๊า เอเชียก็เป็นที่ปรึกษาด้านร้านอาหารอยู่แล้ว อย่างก่อนหน้านี้มีเพื่อนของเพื่อนอยากเปิดร้านอาหารที่ฮ่องกงเอเชียก็ไปเป็นที่ปรึกษาให้ จนมาถึงมาเก๊า ธุรกิจอาหารยังมีโอกาสโตอีกมาก เพราะคนมาเก๊าและนักท่องเที่ยวที่ไปมีกำลังซื้อ แต่ขาดร้านอาหารที่จะรองรับ เอเชียเลยตัดสินใจร่วมกับนักลงทุนที่มาเก๊าเปิดร้านอาหารเช้าซะเลย โดยเอเชียเป็นคนดูแลสูตรอาหารให้ โดยเฉพาะพวกขนมปัง ครัวซองส์”   ทุกวันนี้ ใครจะตามหาตัวเอเชีย ถ้าไม่นัดไว้ รับรองไม่ได้เจอ เพราะเธอปักหลักอยู่ที่ฮ่องกง และมาเก๊าเป็นหลัก แต่จะกลับมาไทยทุกเดือน

“เอเชียตั้งใจว่าจะให้เวลากับร้านที่มาเก๊า 1 ปี หลังจากทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ก็คงหาช่องทางขยับขยายต่อไป เพราะเร็วๆนี้เอเชียก็มีแผนจะช่วยเป็นที่ปรึกษาให้กับร้านอาหารจีน”

 

 

 

รักใครอย่าชวนทำร้านอาหาร

อย่างไรก็ตาม ถึงจะคลุกคลีอยู่กับวงการอาหาร แต่เอเชีย ขอเป็นอีกเสียงที่ยืนยันว่า “รักใครอย่าชวนทำร้านอาหาร”

 

“เอเชียมีเพื่อนหลายคนที่อยากทำร้านอาหารแล้วมาปรึกษา เอเชียจะบอกทุกคนว่าหยุดก่อน แล้วมาดูงานที่เราทำ สุดท้ายทุกคนก็เปลี่ยนใจกันหมด (หัวเราะ) เอเชียคิดว่า ธุรกิจอาหารมีเสน่ห์จริง แต่เสน่ห์ไม่ได้อยู่ที่ตัวธุรกิจ แต่เอเชียคิดว่าอยู่ที่บรรยากาศในร้าน และ คนรอบข้างที่เราเจอ ไม่ว่าจะเป็นเชฟ พนักงาน หรือลูกค้า เป็นอีกวงจรชีวิตที่ไม่เหมือนกับการทำงานบริษัท อย่างตอนทำร้านแรก เอเชียมีความสุขมากที่ได้นวดแป้งไป มองดูลูกค้าในร้านกินอาหารของเรา ได้พูดคุยกับลูกค้า”

 

 

 

 

 

คาถาสำหรับคนอยากเปิดร้านอาหาร

สำหรับใครที่อยากเข้ามาในธุรกิจอาหาร เอเชียมี 3 ข้อง่ายๆที่ต้องจำให้ขึ้นไจ 1. ขอให้ใจรักจริง เพราะพอชอบแล้วยากแค่ไหนก็ไม่ใช่ปัญหา ที่สำคัญต้องทำทุกอย่างให้เป็น เพราะคุณไม่รู้หรอกว่าเมื่อไหร่จะมีใครมายื่นลาออก 2.ลงทุนให้น้อย เริ่มต้นจากเล็กๆ ค่อยเป็นค่อยไป 3.ทำอาหารให้อร่อยไม่พอ ต้องทำจากใจ เพราะเอเชียคิดว่า อาหารทุกจานถ้าทำด้วยใจ ลูกค้าสัมผัสได้จริงๆ” เอเชียทิ้งท้ายก่อนไขปริศนาอีกข้อที่เชื่อว่าหลายคนต้องสงสัยว่า เหตุใดถึงเชื่อเอเชีย

คำถามนี้ทำให้เอาผู้บริหารคนเก่งอมยิ้มก่อนเฉลยว่า “สมัยเด็กชื่อญี่ปุ่นค่ะ แต่เพราะไปเรียนที่เซี่ยงไฮ้อย่างที่รู้ว่าคนจีนไม่ค่อยชอบคนญี่ปุ่น เลยเปลี่ยนชื่อเป็น เอเชียซะเลย”